นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริดเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากราคาที่ไม่สูงจนเกินไป โดยตัวท๊อปตั้งราคาไว้ที่ 1,395,000บาท

     เพื่อพิสูจน์สมรรถนะของรถรุ่นนี้ค่ายนิสสันจึงจัดให้มีการทดสอบพิสูจน์ สมรรถนะในเส้นทางการใช้งานจริงที่มีความหลากหลายรวมถึงเส้นทางพิเศษที่จัด ขึ้นมาเฉพาะสำหรับ เอ็กซ์เทรล ไฮบริด เพื่อพิสูจน์ความเป็นเอสยูวีพันธุ์แกร่ง ที่สามารถตอบทุกความต้องการของผู้ใช้

เอ็กซ์เทรล ไฮบริดมีตัวถังใหญ่พอสำหรับการเดินทางแบบสบายๆ

     นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่ มาพร้อมกับ เครื่องยนต์ เบนซิน 2.0 ลิตร MR20DD 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Twin C-VCT ไดเร็ค อินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับ มอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 41 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 160 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกันจะให้กำลังสูงสุดถึง 179 แรงม้า

     กำลังและอัตราเร่งดีกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร โดยเครื่องยนต์ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ ปั๊มน้ำและคอมเพรสเซอร์ไม่ใช้สายพานช่วยลดแรงเสียดทาน ขณะที่วาล์วไอเสียหล่อโซเดียมเพิ่มการระบายความร้อนของห้องเครื่องได้ดียิ่ง ขึ้น

ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง

     ความโดดเด่นของระบบ นิสสัน เพียวไดรฟ์ ไฮบริด ในการใช้เทคโนโลยี คลัทช์คู่อัจริยะ เอกสิทธิ์ของนิสสันที่สามารถประยุกต์ใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อโดยไม่ต้องมีการดัดแปลงในส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมจากรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน

เบาะหนังปรับไฟฟ้า

     สำหรับเทคโนโลยีคลัทช์คู่อัจริยะ ประกอบด้วย คลัทช์จำนวน 2 ตัว คลัทช์ตัวที่ 1 ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์และคลัทช์ตัวที่ 2 อยู่ระหว่างมอเตอร์และเชื่อมต่อกับเกียร์แบบ XTRONIC CVT

     เมื่อต้องการกำลังจากทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ ในช่วงเร่งแซงหรือทำความเร็ว คลัทช์ทั้ง 2 ตัวจะทำงานพร้อมกัน ทำให้เกียร์ CVT ได้รับกำลังจากทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

     การขับขี่ในช่วงที่ใช้เครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวจะมีการชาร์จไฟกลับเข้า แบตเตอรี่ คลัทช์ตัวที่ 1 จะทำงาน เพื่อถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ส่งไปยังระบบขับเคลื่อน ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์เพื่อชาร์จไฟกลับเข้าไปยัง แบตเตอรี่

     เมื่อระบบไม่ต้องการกำลังจากเครื่องยนต์ คลัทช์ตัวที่ 1ที่อยู่ระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ จะตัดการทำงานจากเครื่องยนต์ ผลที่ตามมาคือเครื่องยนต์จะหยุดการทำงาน ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานจากเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง เหลือเพียงมอเตอร์ไฟฟ้ากับเกียร์เท่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวเครื่องยนต์จะทำงานเหมือนกับเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงาน ไฟฟ้า

ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า

     อีกคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากระบบไฮบริดอื่นๆคือระบบคลัทช์คู่อัจฉริยะ สามารถทำงานที่ความเร็วสูงสุดถึง 120 กม./ชม.ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงกว่าระบบไฮบริดทั่วๆไป อันจะนำมาซึ่งการประหยัดน้ำมันในย่านความเร็วสูงอีกด้วย

     สำหรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อสมบูรณ์แบบจะทำงานผ่านระบบคลัทช์คู่อัจฉริยะที่ ทั้ง 4 ล้อ ที่ได้รับกำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง สามารถเลือกระบบขับเคลื่อนได้จากปุ่มที่อยู่ตรงคอนโซลเกียร์Ext1HEV1.png.ximg.l_full_m.smart Ext3.jpg.ximg.l_full_m.smart

     การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และมอเตอร์และเทคโนโลยี คลัทช์คู่อัจฉริยะ รวมถึงเกียร์ XTRONIC CVT พร้อม Manual Mode 7 สปีด ช่วยให้ เอ็กซ์เทรล ไฮบริด เป็นรถที่มีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงที่โดดเด่นที่สุดในคลาส โดยประหยัดกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร อย่างเดียวถึง 20%

     เอ็กซ์เทรล ไฮบริดจะติดตั้งไฟหน้าแอลอีดี โปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องสว่างในเวลากลางวันแบบแอลอีดี ด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็กซ์เทรล ไฟตัดหมอกหน้า กระจังหน้า คิ้วขอบกันชนหน้าและคิ้วขอบประตูท้ายจึงตกแต่งด้วยโครมสีพิเศษ

มีช่องวางแก้วตรงที่วางแขน / พื้นที่เก็บของกว้างขวาง

     กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวระบบ Heated Mirror ปรับและพับด้วยไฟฟ้า ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ เสาอากาศแบบครีบฉลาม ให้ความรู้สึกสปอร์ต ติดตั้งราวหลังคาเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน บรรทุกสิ่งของ สัมภาระ พร้อมสัญลักษณ์ไฮบริดที่ด้านข้างและด้านท้าย ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว

     ภายในห้องโดยสารหรูหราและสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็น เบาะนั่งหนังแท้ โดยเบาะคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกซ้าย-ขวา พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่ยังคงขนาดใหญ่ เบาะนั่งแถวที่ 2 พับได้แบนราบ เพิ่มพื้นที่บรรทุกสิ่งของ ขณะที่ยังคงประตูท้ายเปิดปิดอัตโนมัติ ติดตั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง หน้าจอ แสดงผล 3 มิติ รวมถึงข้อมูล ขับเคลื่อนของระบบไฮบริด

     นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด มาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ให้สนุกแต่ยังคงไว้ซึ่งความปลอดภัยรอบด้าน อาทิเช่น ระบบ Advance Chassis Control ที่ประกอบด้วยระบบช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ (ARC) ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (ATC) ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ (VDC) ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC)

จอแสดงผลขนาดใหญ่

    ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อที่ทางนิสสันนำมาให้ลองขับในครั้งนี้ มาพร้อมระบบความปลอดภัยตามแนวคิด Safety shield เช่น โครงสร้างตัวถังนิรภัย ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง ยังเติมเต็มความสะดวกสบายของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็น กุญแจอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

     ในงานนี้ยังมีช่วงทดสอบพิเศษระบบ Pure Drive Hybrid และระบบคลัตช์คู่อัจฉริยะ ด้วยเส้นทางทดสอบพิเศษ ประมาณ 33 กิโลเมตร กับเส้นทางที่มีชื่อเสียงของสวนผึ้ง โดยมีเส้นทางที่ขึ้นลงเขาตลอดเวลา การกำหนดเส้นทางนี้ ก็เพื่อให้รับรู้ถึงการทำงานต่างๆของระบบไฮบริด อย่างการขับลงเนินเครื่องยนต์จะดับ รอบเครื่องยนต์จะเป็นศูนย์ โหมดอีวีจะทำงาน มีการชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่

     ซึ่งการทำงานต่างๆของระบบไฮบริด สามารถเห็นได้จากข้อมูลที่ปรากฏตรงหน้าจอแสดงผล ทำให้ผู้ขับขี่รู้ว่า ในช่วงเวลาไหนที่มอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน ช่วงไหนเครื่องยนต์จะทำงาน ช่วงไหนทำงานพร้อมกัน และช่วงไหนมีการชาร์จไฟกลับสู่แบตเตอรี่

     เส้นทางแบบนี้เป็นการตอกย้ำถึงการตอบสนองของแรงบิด ที่สามารถเรียกออกมาใช้งานได้ตามต้องการ โดยให้ความกระฉับกระเฉง ดีกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่าด้วยซ้ำไป ขณะเดียวกันก็ยังได้เห็นการทำงานของระบบแอดวานซ์ แชสซี คอนโซลได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านจอข้อมูลแสดงผลที่แสดงให้เห็นถึงการปรับช่วงล่างตลอดเวลา

Rate this post

Check Also

โตโยต้า “ฟอร์จูนเนอร์”รุ่นปรับปรุงใหม่ 2.4G เกียร์อัตโนมัติ

บริษัท โตโยต้า ...

@ เว็ปไซต์ เพื่อข้อมูลข่าวสารทางด้านการศึกษา www.krupunmai.com @ ครูพันธุ์ใหม่ดอทคอม @