[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ครูพันธุ์ใหม่ดอทคอม เว็ปการศึกษา วิทยฐานะครู 1.10 plus

หน้าแรก

ข่าวครู

ปฏิทินกิจกรรม
กระดานสนทนาครู
บทความ สาระน่ารู้
ดาวน์โหลด
สมัครสมาชิกฟรี ๆ
สมาชิกทั้งหมด
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
มุมวิทยฐานะครู
ภาพจากสมาชิกครู
Tag
เว็ปเพื่อนบ้าน
ติดต่อเรา
นำข่าวไปติดเว็ป

สมาชิกเว็บไซต์

หน้าล็อคอิน
Username :

Password
:

          ล็อคอินแบบถาวร

                  



เมนูในระบบ

   
  • อัพเดทข่าวครูอาชีวศึกษา
  •  
  • อัพเดตข่าวชาว สพฐ
  •  
  • ข่าวประกาศจาก สพร.
  •  

     





    Custom Search

    เผยแพร่ผลงานวิชาการ วิทยฐานะครู

     


        รายงานวิจัย 5 บท
        พฤหัสบดี ที่ 21 เดือน เมษายน พ.ศ.2554 

    ผู้เขียน : krupha


    ให้คะแนนผลงานวิชาการนี้ :

    Blog หมายเลข 304 | คะแนน Rating: 2.2/5 ดาว (จากจำนวนโหวต 32 votes)

    คำค้น : ผลงานวิชาการ: ผลงานกลุ่มสาระคณิตศาสตร์

    บทที่ 1
    บทนำ

    ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
    ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างมาก ผู้ที่อยู่ในสังคมจึงต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่สามารถอยู่ในสังคมได้ อย่างมีความสุขจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่าง ๆ รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล คิดอย่างมีระบบแบบแผนมีลำดับขั้นตอน นั่นหมายถึง บุคคลเหล่านั้น จะต้องได้รับการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมนั่นเอง ดังนั้น การศึกษานับเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ในการสร้างความเจริญก้าวหน้า และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโลกได้ เนื่องจากการศึกษาเป็นกระบวนการที่ช่วยให้คนพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ ได้ตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่การวางรากฐานพัฒนาการของชีวิตตั้งแต่แรกเกิด การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถด้านต่าง ๆ ที่จะดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุขตลอดจนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมเป็นพลังสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้ ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชว่า “...การศึกษาเป็นปัจจัยในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติและคุณธรรมของบุคคล สังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนพอเหมาะกันทุก ๆ ด้าน สังคมและบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งสามารถธำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้และพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปได้ตลอด...” (คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี, 2539: 108) ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 23 ได้กล่าวว่า การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญ ต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการ ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา โดยเฉพาะความรู้ความสามารถทางคณิตศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ สามารถคาดการณ์ วางแผน และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีตลอดจนศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
    ด้วยการศึกษามีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล อีกทั้งให้สถานศึกษาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งการจัดการศึกษาจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองตามธรรมชาติอย่างเต็มศักยภาพ มีการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนเพื่อให้มีการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ สามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้ไปใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหาและเรียนรู้ต่อในอนาคต โดยให้มีการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ออกเป็น 8 กลุ่มสาระ ประกอบด้วย ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 6)
    วิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มทักษะที่เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังช่วยพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีความสมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ สามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 1) คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญในวงการธุรกิจ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งต้องอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ทั้งสิ้นในชีวิตประจำวันเราจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์อยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดให้มีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา ทั้งนี้สืบเนื่องจากลักษณะของวิชาคณิตศาสตร์ เป็นรากฐานของวิชาต่าง ๆ (นันทิพา กงพิไล, 2544: 72) โครงสร้างหลักสูตรคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาจะจัดให้สัมพันธ์กับเนื้อหาที่กำหนดในแต่ละพื้นฐานเป็นเรื่องที่จะต้องใช้หรือเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน การจัดเนื้อหาแต่ละระดับชั้นจะจัดให้สอดคล้องและเหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะของนักเรียน เนื้อหาแต่ละเรื่องแต่ละระดับชั้นต่าง ๆ จะมีลักษณะทบทวนเนื้อหาเดิมที่เคยเรียนมาแล้วก่อนเริ่มความรู้ใหม่ สนับสนุนให้ผู้เรียน เรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติจนเกิดทักษะและนำไปใช้ได้จริง สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545: 52) เพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาทักษะที่สำคัญและสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันอย่างแยกกันไม่ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ การสอนคณิตศาสตร์เพียงเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา หลักการ ของคณิตศาสตร์เท่านั้นยังไม่เพียงพอ แต่ครูคณิตศาสตร์จำเป็นต้องสอนให้นักเรียนเห็นคุณค่า และเกิดทักษะในการคิดคำนวณ จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ นั่นคือคณิตศาสตร์เป็นวิชาในกลุ่มทักษะที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งในการเรียนกลุ่มประสบการณ์อื่น และการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
    การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้เรียนยังมีปัญหาหรือไม่ประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวัง เมื่อพิจารณาผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ (GAT/NT) วิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งได้ดำเนินการทดสอบในปีการศึกษา 2546 พบว่าผลการประเมินของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ ปีการศึกษา 2546 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 58.46 (โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์, 2547 ก: 16) ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก แต่ในปีต่อมา คือ ปีการศึกษา 2547 ปรากฏว่าผลการประเมินนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 62.39 (โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์, 2548 ข: 17) คะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น 3.93 แต่ก็ยังน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 65 ในปีการศึกษา 2548 ผลการประเมินนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 58.58 (โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์, 2549 ก: 8) คะแนนเฉลี่ยลดลงกว่าปีการศึกษา 2547 อีก 3.81 ในปีการศึกษา 2549 ผลการประเมินนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 43.67 (โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์, 2550 ข: 8) คะแนนเฉลี่ยลดลงจากปีการศึกษา 2548 อีก 4.91 จากการรายงานผลการประเมินพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 – 2549 ปีการศึกษา 2550 ผลการประเมินนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 47.43 ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 17.57 (โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์, 2551 ข: 8) ดังจะพิจารณาได้จากตารางที่ 1 ดังนี้

    ตารางที่ 1 ตารางแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน
    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ ปีการศึกษา 2545 – 2550

    ปีการศึกษา เกณฑ์ (ร้อยละ) ค่าเฉลี่ย (ร้อยละ) ผลต่าง (ร้อยละ)
    2545 65 62.03 2.97
    2546 65 58.46 6.54
    2547 65 62.39 2.61
    2548 65 58.58 6.42

    ตารางที่ 1 (ต่อ) ตารางแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน
    ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ ปีการศึกษา 2545 – 2550

    ปีการศึกษา เกณฑ์ (ร้อยละ) ค่าเฉลี่ย (ร้อยละ) ผลต่าง (ร้อยละ)
    2549 65 43.67 21.33
    2550 65 47.43 17.57

    ที่มา (โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์, 2546 ก: 13; 2547 ก: 16; 2548 ข: 17; 2549 ก: 8; 2550 ข: 8;
    2551 ข: 8)

    จากตารางที่ 1 พบว่า ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ ระหว่างปีการศึกษา 2545 – 2550 ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 โดยคะแนนเฉลี่ยส่วนใหญ่ของนักเรียนอยู่ที่ร้อยละ 55.43 เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนดคือร้อยละ 65 ยังมีระดับผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำมาก
    เมื่อวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งได้แบ่งผู้เรียนเป็น 3 ระดับคือ ระดับดี ปานกลาง และอ่อน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2550 พิจารณาได้จากตารางที่ 2 ดังนี้

    ตารางที่ 2 แสดงความสามารถของนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
    เป็นรายบุคคล ปีการศึกษา 2550


    จากตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์พบว่าความสามารถทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2550 อยู่ในระดับดี ร้อยละ 39.29 อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 21.42 และอยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 39.29 จากที่กล่าวมาแสดงว่าความสามารถทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้ และอยู่ในระดับอ่อน และเมื่อพิจารณาตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าหน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องเศษส่วน นักเรียนสอบไม่ผ่านเกณฑ์มากที่สุด ซึ่งสภาพปัญหาดังกล่าวของนักเรียนที่อยู่ในระดับต่ำนี้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขย่อมส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากคณิตศาสตร์ถือได้ว่าเป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ของนักเรียน ทั้งในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
    ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ศึกษารวบรวมเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเป้าหมายที่โรงเรียนกำหนด ซึ่งก็พบว่าสาเหตุหนึ่งก็คือหน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง เศษส่วน มีผลการเรียนรู้ที่คาดหวังมากกว่าหน่วยการเรียนรู้อื่น จึงทำให้มีเนื้อหาในการเรียนมากกว่าหน่วยอื่น ๆ เมื่อนักเรียนศึกษาจนจบหน่วยการเรียนรู้แล้วทำให้นักเรียนลืมเนื้อหาในช่วงแรกของหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งเมื่อศึกษาจากสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 แล้ว พบว่าไม่ควรตัดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในหน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ข้อใดข้อหนึ่งออกไป เนื่องจากสาระเรื่องเศษส่วนเป็นพื้นฐานในการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อไป
    ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ผู้วิจัยพบว่ามีส่วนทำให้ผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์คือสื่อการสอน เนื่องจากสื่อการสอนเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงความรู้จากความเป็นนามธรรม สู่ความเป็นรูปธรรม เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจในกิจกรรมการเรียน ทำให้นักเรียนสนุกกับการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากสื่ออย่างใกล้ชิด นอกจากนี้แล้วสื่อยังช่วยให้การสื่อสารระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องใช้สื่อการเรียนการสอนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเนื้อหา ทักษะความคิดระหว่างผู้สอนและผู้เรียนให้มีการถ่ายทอดความรู้ กระบวนการแสวงหาความรู้ และเจตคติทางคณิตศาสตร์ไปพร้อมๆกัน การใช้สื่อการสอนและวิธีการสอนหลายๆวิธี จะช่วยให้ผู้เรียนได้บรรลุตรงตามวัตถุประสงค์ของบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพเร็วขึ้น ทั้งนี้ตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการเด็กแต่ละวัยจำเป็นต้องอาศัยสื่อในการเรียนรู้ สื่อการสอนจึงจำเป็นสำหรับเด็กในวัยประถมศึกษา ซึ่งอยู่ในวัย 6 - 12 ปี การพัฒนาความคิดอยู่ในขั้นรูปธรรมดังนั้นการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาจะต้องใช้สื่อรูปธรรม ในการพัฒนามโนมติทางคณิตศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงแนวคิดและความเข้าใจ จึงจะส่งผลให้การเรียนคณิตศาสตร์บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้(นลินี เสริมทรัพย์, 2550: 2)ซึ่งสื่อการเรียนการสอนมีหลากหลายประเภท ทั้งที่เป็นสื่อของจริง สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อมัลติมีเดีย สื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพจะช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ติดตามบทเรียน และสร้างความรู้ความเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2549: บทนำ) ดังนั้นในการเลือกใช้สื่อการเรียนการสอนเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้เรียน ผู้สอนจะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติของสื่อแต่ละชนิด และต้องคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้สื่อนั้น ซึ่งโดยสภาพของโรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์นั้นเป็นโรงเรียนขนาดกลาง ขาดแคลนเครื่องอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์มีไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน ใช้เพื่อการเรียนการสอนไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากมีสภาพเก่า ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่าไม่สมควรจะสร้างสื่อและนวัตกรรมทางด้านคอมพิวเตอร์ เช่น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น แต่ผู้วิจัยเห็นว่าสื่อชนิดหนึ่งที่ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะแบบฝึกเสริมทักษะ เพราะแบบฝึกเสริมทักษะได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อยโดยการเรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก มีตัวอย่างและแบบฝึกหัดที่มีความยากง่ายเหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน แบบฝึกเสริมทักษะเป็นเทคนิคการสอนที่สนุกอีกวิธีหนึ่ง คือ การให้นักเรียนได้ทำแบบฝึกมาก ๆ จะช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชาได้ดีขึ้น เพราะนักเรียนมีโอกาสนำความรู้ที่เรียนมาแล้วมาฝึกให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้แบบฝึกหัดที่มีน้อยจะทำให้การฝึกฝนทักษะไม่เพียงพอ ครูจำเป็นต้องสร้างแบบฝึกหัดประกอบการเรียนตามความเหมาะสมเพื่อให้นักเรียนได้ใช้รวมทั้งยังช่วยให้นักเรียนเข้าใจสิ่งที่เรียนอย่างเพียงพอซึ่งสอดคล้องกับคณิตศาสตร์จะประกอบด้วยทักษะต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักใช้เหตุผลในการจำแนก เปรียบเทียบ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล สรุปหลักการ ตลอดจนการแก้ปัญหาที่พบ นักเรียนต้องลงมือปฏิบัติจริงจนคล่องตัวจึงจะเกิดทักษะ การฝึกฝนจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการสอนคณิตศาสตร์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2540: 135) ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องเลือกใช้กิจกรรมที่เหมาะสมเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการในการคิดวิเคราะห์และหาเหตุผล ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ แนะนำแนวทางวิธีการคิดและเลือกใช้กระบวนการคิดอย่างถูกต้อง มีอิสระ โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองอย่างเต็มใจ เห็นประโยชน์ของการปฏิบัติสามารถดัดแปลงนำไปใช้ได้จริง(กระทรวงศึกษาธิการ,2540: 145) ในชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
    ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้สร้างแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน เพื่อแก้ปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง เศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ เพื่อช่วยให้นักเรียนมีคุณภาพการเรียนรู้ดีขึ้น ส่งเสริมการคิดและแก้ปัญหาในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนทำให้นักเรียนสนใจ และยังช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนให้บรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    วัตถุประสงค์ของการวิจัย

    1. เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
    2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ระหว่างก่อนเรียน (pretest) และหลังเรียน (posttest)
    3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน

    สมมติฐานของการวิจัย

    1. แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ที่ผลิตและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
    2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน หลังเรียน (posttest) สูงกว่าก่อนเรียน (pretest)
    3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน อยู่ในระดับดี

    ขอบเขตของการวิจัย

    1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

    ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 21 คน ที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน
    2. ขอบเขตด้านเนื้อหาและระยะเวลา

    2.1 เนื้อหาที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2546 เรื่อง เศษส่วน ซึ่งได้กำหนดขอบเขตของเนื้อหาตามรายละเอียดดังนี้
    2.1.1 เศษส่วนและความหมาย
    2.1.2 การเปรียบเทียบและการเรียงลำดับเศษส่วน
    2.1.3 การบวก การลบเศษส่วนและจำนวนคละ
    2.1.4 การการคูณ การหารเศษส่วนและจำนวนคละ
    2.1.5 การคูณเศษส่วนและจำนวนคละ
    2.1.6 โจทย์ระคนการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วนและจำนวนคละ
    2.1.7 โจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วนระคน

    2.2 ระยะเวลา
    การพัฒนาครั้งนี้กระทำในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยทดลองใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นเวลา 5 สัปดาห์ กับ 2 วัน สัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง

    3. ขอบเขตด้านตัวแปร

    การพัฒนาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดตัวแปรที่ศึกษาไว้ดังนี้
    3.1 ตัวแปรต้นได้แก่ การสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน
    3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
    3.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน
    3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนต่อแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน


    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
    1. แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน
    2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องเศษส่วน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ที่ผู้วิจัยเป็นผู้สร้างขึ้น
    3. แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ที่ผู้วิจัยเป็นผู้สร้างขึ้น

    คำนิยามศัพท์เฉพาะ

    1. แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดใหม่นพรัตน์ เนื้อหาของหนังสือแบ่งเป็นหน่วยย่อย ๆ ให้ความรู้เกี่ยวกับ เศษส่วนและความหมาย การเปรียบเทียบและเรียงลำดับเศษส่วน การบวก การลบเศษส่วนและจำนวนคละ การคูณ การหารเศษส่วนและจำนวนคละ โจทย์ระคนการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วนและจำนวนคละโจทย์ปัญหาการบวก การลบ การคูณ การหารเศษส่วนระคน จำนวน 7 เล่ม ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาได้ทั้งในเวลาและนอกเวลาเรียน
    2. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ หมายถึง แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ที่ทำให้บรรลุถึงพฤติกรรมตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานไว้ที่ 80/80 (E1/E2)
    80 ตัวแรก (E1) หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียนของแต่ละเล่มได้ร้อยละ 80
    80 ตัวหลัง (E2) หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของผลผลิต คิดเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน แต่ละเล่ม ได้ร้อยละ 80

    3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทำได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เรื่องเศษส่วน ซึ่งวัดในด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์และการสังเคราะห์
    4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจำนวน 30 ข้อ เพื่อนำมาใช้วัดความสามารถทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
    5. แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ หมายถึง แบบวัดความรู้สึกพึงพอใจและความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ที่ผู้วิจัยเป็นผู้สร้างขึ้น
    6. ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ที่ผู้วิจัยเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งวัดโดยแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
    7. ความพึงพอใจในระดับดี หมายถึง ช่วงคะแนนที่ได้จากการตอบแบบสอบถามวัดความ พึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วงระหว่าง 3.51 - 4.00 คือ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับดี หรือมีความพึงพอใจมาก

    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

    1. ได้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้วจะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น
    2. การเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ทำให้นักเรียนมีความสนใจต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ สูงขึ้นด้วย
    3. เป็นประโยชน์สำหรับครูผู้สอนที่สามารถนำแบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชุด เศษส่วน ที่สร้างขึ้นไปใช้ประกอบการเรียนการสอน ทำให้ประหยัดเวลา ครูมีเวลาเตรียมการสอนบทเรียนอื่น ๆ ได้มากขึ้น
    4. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนคณิตศาสตร์ในการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป
     
    จำนวนที่เข้าชม : 4201   [ คลิกขึ้นบน ]
     

      แสดงความคิดเห็น
    ชื่อ/อีเมลล์ :  สมาชิกระบบจะกรอกให้อัตโนมัติ
    ใส่รหัสยืนยัน
    ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
    อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
    ข้อความ :


    กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


     
    ผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง
        ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การเคลื่อนที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
        การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน ชุด การดำเนินชีวิตในสังคม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยงาน โรงเรียนบ้านควนใต้ สำนั
        รายงานการใช้บทเรียนโปรแกรม ชุดเศรษฐศาสตร์ใกล้ตัว กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้านาล้อม อำเภอขุนตาล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4
        การพัฒนาแบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนท่าแฝกอนุสรณ์ 4
        ผลการใช้บทเรียนมัลติมีเดียแบบมีปฏิสัมพันธ์บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้โปรแกรม Macromedia Dreamweaver สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
        รายงานการพัฒนาและการใช้แบบฝึกเสริมทักษะรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ 23101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
        รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา
        เผยแพร่ผลงานวิชาการ


    Krupunmai.com: ข่าวการศึกษา วิทยฐานะครู ความรู้สำหรับครู เผยแพร่ผลงานวิชาการ ครูชำนาญการพิเศษ
    ©Copyright 2012, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

    ลิ้งเพื่อนบ้าน : เกมส์ |