[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ครูพันธุ์ใหม่ดอทคอม เว็ปการศึกษา วิทยฐานะครู 1.10 plus

หน้าแรก

ข่าวครู

ปฏิทินกิจกรรม
กระดานสนทนาครู
บทความ สาระน่ารู้
ดาวน์โหลด
สมัครสมาชิกฟรี ๆ
สมาชิกทั้งหมด
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
มุมวิทยฐานะครู
ภาพจากสมาชิกครู
Tag
เว็ปเพื่อนบ้าน
ติดต่อเรา
นำข่าวไปติดเว็ป

สมาชิกเว็บไซต์

หน้าล็อคอิน
Username :

Password
:

          ล็อคอินแบบถาวร

                  



เมนูในระบบ

   
  • อัพเดทข่าวครูอาชีวศึกษา
  •  
  • อัพเดตข่าวชาว สพฐ
  •  
  • ข่าวประกาศจาก สพร.
  •  

     





    Custom Search

    เผยแพร่ผลงานวิชาการ วิทยฐานะครู

     


        วิจัยบทที่ 2
        พฤหัสบดี ที่ 7 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2554 

    ผู้เขียน : benjawan11


    ให้คะแนนผลงานวิชาการนี้ :

    Blog หมายเลข 363 | คะแนน Rating: 2.5/5 ดาว (จากจำนวนโหวต 70 votes)

    คำค้น :

    บทที่ 2

    เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                    ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ผู้รายงานได้ใช้เอกสารประกอบการสอนแนวคิดและทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการศึกษาค้นคว้า  ดังนี้

         1.  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544

         2.  การจัดสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี

         3.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์งานสานจากใบตาล

         4.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเรียนการสอนการงานอาชีพและเทคโนโลยี

         5.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเอกสารประกอบการสอน

         6.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ

         7.  เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

    หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 

                    หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศที่มุ่งเน้น พัฒนาคุณภาพของผู้เรียน ให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุขบนพื้นฐานของความเป็นไทย  มีความสมบรูณ์           ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา  อารมณ์  มีคุณธรรม  สามารถอยู่รวมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยเปิดโอกาสให้สถานศึกษาวางแผนพัฒนาผู้เรียนได้ตามความถนัด  ความสนใจและตามศักยภาพของผู้เรียน  กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดหลักการ โครงสร้างแนวดำเนินการและหลักเกณฑ์การใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ไว้พอสรุปได้ดังนี้ (กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 3 - 4)

                         1.  เป็นการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มุ่งเน้นความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล

                         2.  เป็นการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและ              เท่าเทียมกัน โดยสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

                         3.  ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  โดยถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

                         4.  เป็นหลักสูตรที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระ  เวลา  และการจัดการเรียนรู้

                         5.  เป็นหลักสูตรที่จัดการศึกษาได้ทุกรูปแบบ  ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย  สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์

                    จุดหมาย

         กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 4) ได้กล่าวถึง จุดหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544  ไว้ดังนี้

                             1.  เห็นคุณค่าของตนเอง  มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์

                             2.  มีความคิดสร้างสรรค์  ใฝ่รู้  ใฝ่เรียน  รักการอ่าน  รักการเรียน และรักการค้นคว้า

                             3.  มีความรู้อันเป็นสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ  มีทักษะและศักยภาพในการจัดการ  การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี  ปรับวิธีการคิด  วิธีการทำงานได้เหมาะสมกับกับสถานการณ์

                             4.  มีทักษะและกระบวนการ โดยเฉพาะทางคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ทักษะการคิด            การสร้างปัญญา  และทักษะในการดำเนินชีวิต

                             5.  รักการออกกำลังกาย ดูแลตนเองให้มีสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี

                             6.  มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค  มีค่านิยมเป็นผู้ผลิตมากกว่าเป็นผู้บริโภค

                             7.  เข้าใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย  ภูมิใจในความเป็นไทย  เป็นพลเมืองดี   ยึดมั่น             ในวิถีชีวิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                             8.  มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ภาษาไทย  ศิลปะ  วัฒนธรรม  ประเพณี  กีฬา  ภูมิปัญญาไทย ทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดล้อม

                             9.  รักประเทศชาติและท้องถิ่น มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามให้สังคม 

                    การจัดโครงสร้างหลักสูตร

                         กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 5) ได้กล่าวถึง การจัดโครงสร้างหลักสูตร

    การศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น  เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการ  จุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้  ที่กำหนดไว้ในสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องมีแนวปฏิบัติในการจัดหลักสูตรสถานศึกษา  จึงได้กำหนดไว้ในสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องมีแนวปฏิบัติในการจัดหลักสูตรสถานศึกษาจึงได้กำหนดโครงสร้างของหลักสูตร ไว้ดังนี้

                                 1.  ระดับช่วงชั้น  กำหนดหลักสูตรเป็น 4 ช่วงชั้น ซึ่งแบ่งตามระดับพัฒนาการของผู้เรียน ดังนี้

                                        ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3

                                        ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6

                                        ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3

                                        ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6

                             2.  สาระการเรียนรู้

                                 กำหนดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร  ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการการเรียนรู้ และคุณลักษณะหรือค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียนเป็น 8 กลุ่ม  ดังนี้

                                2.1  ภาษาไทย

                                2.2  คณิตศาสตร์

                                2.3  วิทยาศาสตร์

                                2.4  สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม

                                2.5  สุขศึกษาและพลศึกษา

                                2.6  ศิลปะ

                                2.7  การงานอาชีพและเทคโนโลยี

                                2.8  ภาษาต่างประเทศ

                              สาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียนรู้ โดยจัดเป็น           2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ประกอบด้วย ภาษาไทย  คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา  ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักในการจัดการเรียนการสอน  เพื่อสร้างพื้นฐานความคิด และเป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาและวิกฤตของชาติ  กลุ่มที่สองประกอบด้วยสุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศเป็นสาระการเรียนรู้           ที่เสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์และสร้างศักยภาพในการคิด  และการทำงานอย่างสร้างสรรค์            ในเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ในสาระการเรียนรู้กลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิทยาศาสตร์  กลุ่มสังคมศึกษา  ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษา  ส่วนกลุ่มภาษาต่างประเทศกำหนดให้เรียนภาษาอังกฤษทุกช่วงชั้น            ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ สามารถเลือกจัดการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสม

                         3.  กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถ

     

    การจัดสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี

                    กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 5) ได้กล่าวว่า  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็นสาระการเรียนรู้ ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจ และมีความสามารถเกี่ยวกับงาน อาชีพและเทคโนโลยี มีทักษะการทำงาน ทักษะการจัดการ สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ภูมิปัญญาไทย และเทคโนโลยีสากลมาใช้ในการทำงานอย่างถูกต้อง  เหมาะสม  คุ้มค่า และมีศีลธรรม คุณธรรม สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่  สามารถทำงานเป็นหมู่คณะ  มีนิสัยรักการทำงาน เห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่องาน  ตลอดจนมีศีลธรรม  คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ ความขยัน ซื่อสัตย์  ประหยัดและอดทน  อันจะนำไปสู่การเป็นผู้เรียนที่สามารถช่วยเหลือตนเอง  และพึ่งตนเองได้ตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง  สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  ร่วมมือและแข่งขันในระดับสากลภายใต้บริบทของสังคมไทย

                    วิสัยทัศน์

                         กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 4) วิสัยทัศน์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  เป็นสาระที่เน้นกระบวนการทำงานและการจัดการอย่างเป็นระบบ   พัฒนาความคิดสร้างสรรค์   มีทักษะการออกแบบงาน  และการทำงานอย่างมีกลยุทธ์  โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยี  และเทคโนโลยีสารสนเทศ  ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาใช้และประยุกต์ใช้ในการทำงานรวมทั้งการสร้าง  พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่  เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า  เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีกำหนดวิสัยทัศน์  การเรียนรู้ ที่ยึดการทำงานและการแก้ปัญหาเป็นสำคัญบนพื้นฐานของการใช้หลักการและทฤษฏีเป็นหลักในการทำงานและการแก้ปัญหา  งานที่นำมาฝึกฝนเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของกลุ่มนั้น                เป็นงานเพื่อการดำรงชีวิตในครอบครัวและสังคมและงานเพื่อการประกอบอาชีพ   ซึ่งงานทั้ง  2  ประเภทนี้ เมื่อผู้เรียนได้รับการฝึกฝนตามกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ผู้เรียนจะได้รับการปลูกฝังและพัฒนาให้มีคุณภาพและมีศีลธรรมการเรียนรู้จากการทำงานและการแก้ ปัญหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  จึงเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจาก การบูรณาการ ความรู้  ความสามารถ ทักษะ และความดีที่หล่อหลอมรวมกันจนก่อเกิดเป็นคุณลักษณะของผู้เรียน        ตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนด

                    คุณภาพผู้เรียน

         กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี  มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพื่อให้เป็นคนดี มีความรู้  ความสามารถ โดย กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 4) ได้เสนอคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์  ดังนี้

                             1.  มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิตและครอบครัว  การอาชีพ  การออกแบบและเทคโนโลยี  เทคโนโลยีสารสนเทศ  และเทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ

                              2.  มีทักษะในการทำงาน การประกอบอาชีพ การจัดการ การแสวงหาความรู้ เลือกใช้เทคโนโลยี  และเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงาน สามารถทำงานอย่างมีกลยุทธ์  สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่

                         3.  มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์  ขยัน  อดทน  รักการทำงาน  ประหยัด  อดออม ตรงต่อเวลา เอื้อเฟื้อ  เสียสละและมีวินัยในการทำงาน  เห็นความสำคัญของงานและอาชีพสุจริต ตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศ  การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมและพลังงาน

    กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 4)  เมื่อจบช่วงชั้นผู้เรียนต้องมีความสามารถ  ดังนี้

         ช่วงชั้นที่ 1 ประถมศึกษาปีที่ 1 – 3   

                         สามารถช่วยเหลือตนเองด้วยการทำงานในกิจวัตรประจำวัน  ช่วยเหลืองานในครอบครัว ใช้เทคโนโลยี และเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานได้  สามารถคิดและสร้างสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่าย ๆ ทำงานตามที่มอบหมายด้วยความรับผิดชอบ  ขยัน  ซื่อสัตย์  ประหยัด  อดออม ใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างประหยัด

         ช่วงชั้นที่ 2 ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

                         สามารถช่วยเหลือตนเอง  ครอบครัว  และชุมชน ทำงานอย่างมีขั้นตอน  มีทักษะใน                  การจัดการ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงาน เลือกใช้เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เหมาะกับงาน  สามารถคิดออกแบบ  สร้าง  ดัดแปลงสิ่งของเครื่องใช้ ในชีวิตประจำวันง่าย ๆ ทำงานด้วยความรับผิดชอบ  ขยัน  ซื่อสัตย์  ประหยัด  อดออม  อดทน ใช้พลังงานทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างคุ้มค่าและถูกวิธี

         ช่วงชั้นที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3

                         มีทักษะการทำงานอาชีพสุจริต มีทักษะการจัดการทำงานอย่างเป็นระบบและมีกลยุทธ์ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้   เห็นคุณค่าของงานอาชีพสุจริต   เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เลือกใช้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศได้เหมาะสมกับงานและอย่างถูกต้อง มีคุณธรรม  สามารถคิดออกแบบ   สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ในการทำงาน  ทำงานด้วยความรับผิดชอบ ขยัน ประหยัด  อดออม  มุ่งมั่น  อดทน ใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างคุ้มค่า                   และถูกวิธี

        ช่วงชั้นที่ 4 มัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6

                         มีทักษะการทำงานอาชีพสุจริต  มีทักษะการจัดการทำงานอย่างเป็นระบบ  และมีกลยุทธ์ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้  เห็นคุณค่าของงานอาชีพสุจริต เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เลือกใช้และประยุกต์เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศได้เหมาะสม ถูกต้อง  และมีคุณธรรมสามารถ                คิดออกแบบ  สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ ๆ ในการทำงาน  ทำงานด้วยความรับผิดชอบ  ตรงต่อเวลา  ขยัน  ซื่อสัตย์  ประหยัด  อดออม  มุ่งมั่น  อดทน  เอื้อเฟื้อ  เสียสละ ใช้พลังงาน ทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างคุ้มค่าและถูกวิธี

     

     

    สาระการเรียน

         กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 6) กล่าวว่า  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ประกอบด้วย 5 กลุ่มสาระ ดังนี้         

                              สาระที่  1  :  การดำรงชีวิตและครอบครัว

                              สาระที่  2  :  การอาชีพ

                              สาระที่  3  :  การออกแบบและเทคโนโลยี

                              สาระที่  4  :  เทคโนโลยีสารสนเทศ

                              สาระที่  5  :  เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ

         สาระทั้ง 5 นี้จะต้องนำมาบูรณาการ โดยมีสาระที่ 1 หรือสาระที่ 3 หรือสาระที่ 4 เป็น        แกนหลัก ผู้สอนสามารถนำสาระที่ 3 และหรือสาระที่ 4 และหรือสาระที่ 5 มาบูรณาการกับสาระที่ 1 หรือนำสาระที่ 3 สาระที่ 4 เป็นแกนหลักแล้วนำสาระอื่น ๆ มาบูรณาการก็ได้  ทั้งนี้ให้เป็นไปตามสภาพความพร้อมของผู้เรียน สถานศึกษาและชุมชน สำหรับสาระที่ 2 นั้น เป็นสาระที่พัฒนาจาก  สาระที่ 1 ไปสู่การประกอบอาชีพ เพราะฉะนั้นเนื้อหาของสาระที่ 2 จึงเกิดจากพัฒนาจากสาระที่ 1 หรือสาระที่ 3 หรือสาระที่ 4 หรือสาระที่ 5 หรือจากกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นก็ได้

    สาระและขอบข่ายของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี

         กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 6 - 7) ได้กล่าวถึง สาระและขอบข่ายของ         กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ไว้ดังนี้

             สาระที่  1  การดำรงชีวิตและครอบครัว เป็นสาระที่เกี่ยวกับการทำงานในชีวิตประจำวัน ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชนและสังคม ที่ว่าด้วยงานบ้าน งานเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ และ               งานธุรกิจ ซึ่งหมายความว่า สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนครบทั้ง 5 งาน ภายใน 3 ปีของแต่ละช่วงชั้นจะขาดงานใดงานหนึ่งไม่ได้

                             1.  งานบ้าน

                  เป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในครอบครัวซึ่งประกอบด้วยบ้านและความเป็นอยู่ในบ้าน ผ้าและเครื่องแต่งกาย อาหารและโภชนาการ โดยเน้นการปลูกฝังนิสัยลักษณะการทำงาน ทักษะ กระบวนการทำงาน การแก้ปัญหาในการทำงาน มีความรับผิดชอบ สะอาด      มีระเบียบ  ประหยัด  อดออม  อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สถานศึกษาจะต้องจัดให้ผู้เรียน            ได้เรียนรู้ครบทั้ง 3 เรื่อง  ภายใน 3 ปี ของแต่ละช่วงชั้นจะขาดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้

     

     

     

             2.  งานเกษตร

                                      เป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานในชีวิตประจำวัน  ซึ่งประกอบด้วยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์  ตามกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตมีการใช้เทคโนโลยี  เพื่อเพิ่มผลผลิต                   ความรับผิดชอบ  ขยัน  อดทน การอนุรักษ์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สามารถจัดให้เรียนรู้             ทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ หรืออย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ภายใน 3 ปี ของแต่ละช่วงชั้น

             3.  งานช่าง

                                  เป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานตามกระบวนการของงานช่าง ซึ่งประกอบด้วย การบำรุง รักษา  การติดตั้ง  ประกอบ  การซ่อมและการผลิต เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้สถานศึกษาสามารถจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้ง 4 งานภายใน 3 ปีของแต่ละช่วงชั้น

              4.  งานประดิษฐ์

                                  เป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานด้านการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้  ที่เป็นการประดิษฐ์ทั่วไป  และที่เป็นเอกลักษณ์ไทย โดยเน้นความคิดสร้างสรรค์  เน้นความประณีต  สวยงามตามกระบวนการงานประดิษฐ์  และเน้นการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากล

              5.  งานธุรกิจ

                  เป็นงานที่เกี่ยวกับการจัดการเศรษฐกิจของครอบครัว  การเป็นผู้บริโภคที่ฉลาด                 ซึ่งประกอบด้วย ธุรกิจประจำวัน  งานสำนักงาน  การเงินและบัญชี  การขายและการจัดการ  ทั้งนี้สถานศึกษาสามารถจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทั้ง 5 เรื่อง ภายใน 3 ปีของแต่ละช่วงชั้น

                   สาระที่ 2 การอาชีพ เป็นสาระที่เกี่ยวข้องกับหลักการ  คุณค่า  ประโยชน์ของการประกอบอาชีพสุจริต  ตลอดจนการเห็นของแนวทางในการประกอบอาชีพ

                 สาระที่ 3 การออกแบบและเทคโนโลยี  เป็นสาระที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ในการแก้ปัญหา และสนองความต้องการของมนุษย์อย่างสร้างสรรค์ โดยนำความรู้มาใช้กับกระบวนการเทคโนโลยี  สร้างและใช้สิ่งของเครื่องใช้  วิธีการและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต

                 สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสาระที่เกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดต่อสื่อสาร  การค้นหาความรู้  การสืบค้น การใช้ข้อมูลและสารสนเทศ  การแก้ปัญหาหรือ สร้างงาน  คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

                 สาระที่ 5 เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ เป็นสาระที่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงานที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิต  ครอบครัว  และการอาชีพ

     

     

    มาตรฐานการเรียนรู้

                          กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 24 - 27)  ได้กล่าวว่า  กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ประกอบด้วย 5 สาระ แต่ละสาระมีมาตรฐานการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ดังนี้

          สาระที่  1  การดำรงชีวิตและครอบครัว 

              มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจมีความคิดสร้างสรรค์   มีทักษะ  มีคุณธรรม มีจิตสำนึกในการใช้ พลังงาน  ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน  เพื่อการดำรงชีวิตและครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับ         การทำงานบ้าน  งานเกษตร  งานช่าง  งานประดิษฐ์  และงานธุรกิจ

               มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

        1.  เข้าใจความหมายความสำคัญ  ประโยชน์  หลักการ วิธีการขั้นตอน กระบวนการ        

    ทำงานการจัดการและสามารถทำงานตามขั้นตอน

       2.  เลือกใช้ เก็บ บำรุงรักษาเครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน

       3.  มีความคิดริเริ่มในการทำงาน

       4.  ทำงานด้วยความรับผิดชอบ  ขยัน  ซื่อสัตย์  ประหยัด  อดออม  อดทน

                                     5.  ใช้พลังงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการทำงานคุ้มค่าและถูกวิธี

               มาตรฐาน ง 1.2  มีทักษะ กระบวนการทำงานและการจัดการ  การทำงานเป็นกลุ่ม                 

       การแสวงหาความรู้ความสามารถแก้ปัญหาในการทำงาน รักการทำงานและมีเจตคติ

    ที่ดีต่องาน

               มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

       1.  สามารถวิเคราะห์งาน วางแผนการดำเนินงาน ปฏิบัติงานตามแผนและประเมิน

    การดำเนินงาน

       2.  สามารถทำงานในฐานะผู้นำสมาชิกกลุ่ม  และสร้างสัมพันธภาพที่ดีในกลุ่ม

       3.  สามารถค้นคว้ารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานจากแหล่งความรู้

    ด้วยวิธีการต่าง ๆ

       4.  สามารถวิเคราะห์ปัญหา  สาเหตุของปัญหาและแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เหมาะสม

       5.  มีความตั้งใจเอาใจใส่และทำงานจนสำเร็จ  พอใจและยอมรับการทำงาน

    อย่างมีความสุข  มีกิจนิสัยในการทำงานด้วยความประณีตรอบคอบปลอดภัยและสะอาด

         สาระที่ 2 การอาชีพ

               มาตรฐาน ง 2.1 การเข้าใจมีทักษะ มีประสบการณ์ในงานอาชีพสุจริต  มีคุณธรรม

    มีเจตคติที่ดีต่องานอาชีพ  และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริต

     

               มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

           1.  เข้าใจหลักการและมีทักษะที่จำเป็นต่อการทำ งานอาชีพสุจริตให้มีคุณภาพ

           2.  เห็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนางานอาชีพสุจริต  

        สาระที่  3 การออกแบบและเทคโนโลยี

              มาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจธรรมชาติและกระบวนการเทคโนโลยี  ใช้ความรู้  ภูมิปัญญา จินตนาการและความคิดอย่างมีระบบในการออกแบบ  สร้างสิ่งของ  เครื่องใช้  วิธีการเชิงกลยุทธ์          ตามกระบวนการเทคโนโลยี  สามารถตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์ต่อชีวิต  สังคม  สิ่งแวดล้อม โลกของงานและอาชีพ

                มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

       1.  เข้าใจหลักการเบื้องต้นของการออกแบบ และการใช้เทคโนโลยี

       2.  เข้าใจธรรมชาติและกระบวนการเทคโนโลยี

       3.  เลือกเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม           

    และสิ่งแวดล้อม

       4.  ออกแบบและสร้างสิ่งของเครื่องใช้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย  ทดสอบและ

    ปรับปรุงแก้ไขประเมินผลและนำเสนอแนวคิด

       5.  เปรียบเทียบสิ่งของเครื่องใช้หรือวิธีการที่ได้จากเทคโนโลยีที่ใช้ในท้องถิ่น

    ทั้งด้านคุณภาพความเหมาะสม  การเป็นที่ยอมรับ  ความคุ้มค่าต่อการใช้งาน และเลือกใช้อย่างเหมาะสมปลอดภัยและมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

       6.  มีเจตคติที่ดีต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

        สาระที่ 4  เทคโนโลยีสารสนเทศ

               มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ  เห็นคุณค่า  และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศใน             การสืบค้นข้อมูลการเรียนรู้  การสื่อสาร  การแก้ปัญหา  การทำงานและอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลและมีคุณธรรม

               มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

       1.  เห็นความสำคัญของข้อมูลและแหล่งข้อมูล

       2.  รวบรวมข้อมูลที่สนใจได้ตรงตามวัตถุประสงค์  จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ

    ที่เชื่อถือได้

       3.  จัดเก็บข้อมูลที่เป็นรูปแบบต่าง ๆ

       4.  รู้จักชื่อและหน้าที่ของอุปกรณ์พื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

       5.  เข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นและประโยชน์ทางคอมพิวเตอร์

       6.  เข้าใจขั้นตอนการใช้งานคอมพิวเตอร์

       7.  ใช้คอมพิวเตอร์ในการค้นหาข้อมูลและความรู้จากแหล่งข้อมูล

       8.  นำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสม

       9.  เข้าใจหลักการเบื้องต้นของการแก้ปัญหา

                                       10.  ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงานจากจิตนาการหรืองานที่ทำในชีวิตประจำวันอย่างมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ 

        สาระที่ 5  เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ

               มาตรฐาน ง 5.1  ใช้เทคโนโลยีในการทำงาน  การผลิต  การออกแบบ  การแก้ปัญหา 

    การสร้างงาน  การสร้างอาชีพสุจริตอย่างมีความเข้าใจ  มีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ และมีความคิดสร้างสรรค์

               มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

                                                       วางแผน เลือกและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมกับงาน

    กลวิธีการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)

                    กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 127 - 130) ได้กล่าวว่า  ลวิธีการจัดการเรียนรู้     เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้  สำหรับกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี แนวความคิดหลัก (Main Concept) ของกลวิธีการจัดการเรียนรู้  มีลักษณะดังต่อไปนี้

                        1.  จัดการเรียนรู้ให้ครบองค์รวมของการพัฒนาศักยภาพผู้เรียน คือ ผู้เรียนต้องมีทั้งความรู้ทักษะ  กระบวนการ  คุณธรรม  จริยธรรมและค่านิยม

                        2.  การจัดการเรียนรู้ต้องกำหนดเป็นงาน (TASK) โดยแต่ละงานต้องเป็นไปตามโครงสร้างของการเรียนรู้ของกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี  ทั้ง 7 หัวข้อ คือ

                             2.1  ความหมายของงาน

                             2.2  ความสำคัญและประโยชน์ของงาน

                             2.3  มีทฤษฎีสนับสนุนหลักการของงาน

                             2.4  วิธีการและขั้นตอนของการทำงาน

                             2.5  กระบวนการทำงาน  การจัดการเทคโนโลยีเทคโนโลยีสารสนเทศและแนวทาง        ในการในการประกอบอาชีพ

                             2.6  การนำเทคโนโลยีเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงาน  การสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ ๆ  

                             2.7  คุณธรรม  จริยธรรมและค่านิยมในการทำงานและประกอบอาชีพ  ผู้สอนสามารถสอนแต่ละงานครบหรือไม่ ทั้ง 7 หัวข้อก็ได้  ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ทั้งนี้จะต้องสอนครบทั้งมาตรฐานด้านความรู้  ด้านทักษะ/กระบวนการและด้านคุณธรรม  จริยธรรมและค่านิยม

     

                       3.  การจัดการเรียนรู้  โดยผู้สอนสามารถนำความรู้  ทักษะ  กระบวนการและด้านคุณธรรม 

    จริยธรรมและค่านิยมจากสาระภายในกลุ่มมาบูรณาการกันได้  หรือนำสาระจากกลุ่มวิชาอื่นมาบูรณาการกับสาระของกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยีก็ได้  เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานตามกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น กระบวนการทำงาน  กระบวนการคิด  กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการแก้ปัญหา  กระบวนการกลุ่ม กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ตลอดจนเกิดทักษะในการทำงานและได้ชิ้นงาน  รวมทั้งสร้างพัฒนางานใหม่

                        4.  จัดการเรียนรู้ทั้งภายในชั้นเรียน นอกชั้นเรียน โดยจัดในสถานปฏิบัติจริง  แหล่งวิทยาการ  สถานประกอบการ  ผู้เรียนและดุลพินิจของผู้สอน โดยคำนึงถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคม  เศรษฐกิจและเทคโนโลยี

                        5.  จัดการเรียนรู้โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนกำหนดงานที่มีความหมายกับผู้เรียน  ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์  ความสำคัญ  เห็นคุณค่า  ย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงาน

                        6.  จัดการเรียนรู้  โดยผู้สอนต้องคำนึงถึงความต้องการ  ความสนใจ  ความพร้อมทางร่างกาย  อุปนิสัย  สติปัญญาและประสบการณ์เดิมของผู้เรียน

    รูปแบบการจัดการเรียนรู้

                    เพื่อให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการจัดการเรียนกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี 

    จึงเสนอแนะรูปแบบการจัดการเรียนรู้  ดังนี้

                     1.  การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

                          เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือทำงานจริง ๆ มีขั้นตอนอย่างน้อย 4 ขั้นตอน คือ 

                          1.1  ขั้นศึกษาและวิเคราะห์

                          1.2  ขั้นวางแผน

                          1.3  ขั้นปฏิบัติ

                                    1.3.1  ผู้สอนให้คำแนะนำ

                                    1.3.2  ผู้เรียนฝึกปฏิบัติ

                                    1.3.3  ผู้เรียนฝึกฝน

                          1.4  ขั้นประเมิน/ปรับปรุง

    2.  การเรียนรู้จากการศึกษาค้นคว้า

                         เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่สนใจจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ  จนสามารถสนองแรงจูงใจใฝ่รู้ของตนเอง ทั้งนี้ ผู้สอนควรให้ผู้เรียนเรียบเรียงกระบวนการแสวงหาความรู้ เสนอต่อผู้สอนและหรือกลุ่มผู้เรียน

                    3.  การเรียนรู้จากประสบการณ์

                         การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นการเรียนที่ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้

                         3.1  ครูผู้สอนสร้างกิจกรรม  โดยที่กิจกรรมนั้นอาจจะเชื่อมโยงกับสถานการณ์ของผู้เรียนหรือเป็นกิจกรรมใหม่  หรือเป็นประสบการณ์ในชีวิตประจำวันก็ได้               

                         3.2  ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามข้อ 2.2.1 โดยการอภิปราย การศึกษากรณีตัวอย่าง     หรือการปฏิบัติกิจกรรมนั้น ๆ 

                         3.3  ผู้เรียนวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกิจกรรมว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร

                         3.4  สรุปผลที่ได้จากข้อ 3.3 เพื่อนำไปใช้กิจกรรมใหม่หรือกิจกรรมอื่น ๆ หรือสถานการณ์ใหม่ต่อไป

                         3.5  นำหลักการ/แนวคิด จากข้อ 3.3  ไปใช้กับกิจกรรมใหม่หรือกิจกรรมอื่น ๆ หรือสถานการณ์ใหม่ต่อไป  อนึ่งเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์  ผู้สอนควรดำเนินการจัด

    การเรียนการสอนให้ครบทั้ง 5 ขั้นตอน (3.1 3.5)

    ­4.  การเรียนรู้จากการทำงานกลุ่ม

                         เป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้มีการเลือกใช้กระบวนการกลุ่ม  กระบวนการแก้ปัญหา  กระบวนการสร้างนิยม  กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด  กระบวนการทำงานกับผู้อื่นในการจัด         การเรียนรู้ให้ประสบผลสำเร็จ

                    สรุปได้ว่าการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ (งานประดิษฐ์) ให้ได้ผลขั้นแรกครูผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรให้เข้าใจ  และนำมาวางแผนการสอนโดยกำหนดกิจกรรมการเรียนสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร  ความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่น โดยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้จากการศึกษาค้นคว้า  จากประสบการณ์จริง  จากการปฏิบัติจริงและจากการทำงานกลุ่ม   ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ด้วยตนเอง  และขั้นตอนสุดท้ายการวัดและประเมินผลครูผู้สอน       ควรใช้กระบวนวัดและประเมินผลที่หลากหลาย  เพื่อสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน 

    การวัดและประเมินผลการเรียนรู้  

    กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2545 : 130 - 133)  ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเรียน

    การสอน  ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด  จำเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน  ในอดีตที่ผ่านมาการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อสอบ  ซึ่ง               ไม่สามารถสนองเจตนารมณ์การเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนคิด  ลงมือปฏิบัติด้วยกระบวนการหลากหลายเพื่อสร้างองค์ความรู้  ดังนั้นผู้สอนต้องตระหนักว่าการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลเป็นกระบวนการเดียวกันและจะต้องวางแผนไปพร้อม ๆ กัน

     

        1.  แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

                               การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จะบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนการสอนที่วางไว้ได้ ควรมีแนวทาง  ดังต่อไปนี้ 

                              1.1  ต้องวัดและประเมินผลทั้งความรู้  ความคิด  ความสามารถ  ทักษะและกระบวนการ    เจตคติคุณธรรม  จริยธรรม  ค่านิยม  รวมทั้งโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียน

                              1.2  วิธีการวัดและประเมินผลต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้

                              1.3  ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินผลตามความเป็นจริง  และต้องประเมินผลภายใต้ข้อมูลที่มีอยู่

                              1.4  ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนำไปสู่การแปลผลและข้อสรุป          ที่สมเหตุสมผล

              1.5  การวัดและประเมินผลต้องมีความเที่ยงตรงและเป็นธรรม ทั้งในด้านของวิธีการวัด

    โอกาสของการประเมิน

        2.  วัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล  มีดังนี้

                            2.1.  เพื่อวินิจฉัยความรู้ ความสามารถ  ทักษะและกระบวนการ  เจตคติ  คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมของผู้เรียน และเพื่อส่งเสริมผู้เรียนให้พัฒนาความรู้  ความสามารถ  และทักษะได้เต็มตามศักยภาพ

              2.2  เพื่อใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับให้แก่ตัวผู้เรียนเองว่า  บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้        มากน้อยเพียงใด

              2.3  เพื่อใช้ข้อมูลในการสรุปผลการเรียนรู้และเปรียบเทียบถึงระดับพัฒนาการ

    ของการเรียนรู้ของผู้เรียน

        การวัดและประเมินผลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวัดและประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียน และครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน ที่กล่าวมาแล้ว จึงต้องวัดและประเมินผลจากสภาพจริง (Authentic Assessment)

        3.  การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง

            กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย  เช่น กิจกรรมในชั้นเรียน  กิจกรรมการปฏิบัติ กิจกรรมสำรวจภาคสนาม  กิจกรรมการสำรวจตรวจสอบ  การทดลอง  กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงาน ฯลฯ อย่างไรก็ตามในการทำงานกิจกรรมเหล่านี้ต้องคำนึงว่า  ผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึงอาจทำงานชิ้นเดียวกันได้เสร็จในเวลาที่แตกต่างกัน และผลงานที่ได้ก็อาจแตกต่างกันด้วย  เมื่อผู้เรียนทำกิจกรรมเหล่านี้แล้วก็จะต้องเก็บรวบรวมผลงาน เช่น รายงาน  ชิ้นงาน  บันทึกและรวมถึงทักษะปฏิบัติต่าง ๆ เจตคติ  ความรัก  ความซาบซึ้ง กิจกรรม ที่ผู้เรียนได้ทำและผลงานเหล่านี้  ต้องใช้วิธีประเมินที่มีความเหมาะสมและแตกต่างกัน เพื่อช่วยให้สามารถประเมินความรู้  ความสามารถและความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้  การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการประเมินหลาย ๆ ด้าน หลากหลายวิธีในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงและต้องประเมินอย่างต่อเนื่อง  เพื่อจะได้ข้อมูลที่มากพอที่จะสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนได้

        4.  ลักษณะสำคัญของการวัดและประเมินผลจากสภาพจริง มีดังนี้

                               4.1  การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง  มีลักษณะที่สำคัญ คือ ใช้วิธีการประเมินกระบวนการคิดที่ซับซ้อน  ความสามารถในการปฏิบัติงาน  ศักยภาพของผู้เรียนในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการที่ได้ผลผลิตมากกว่าที่จะประเมินว่าผู้เรียนสามารถจดจำความรู้อะไรได้บ้าง

                               4.2  เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียน เพื่อวินิจฉัยผู้เรียนในส่วนที่ควรส่งเสริมและส่วนที่ควรจะแก้ไขปรับปรุง  เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถความสนใจ และความต้องการของแต่ละบุคคล

                               4.3  เป็นการประเมินที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมประเมินผลงานของทั้งตนเองและของเพื่อนร่วมห้อง  เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักตัวเอง  เชื่อมั่นในตนเอง  สามารถพัฒนาตนเองได้

                            4.4  ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและ          การวางแผนการสอนของผู้สอนว่า  สามารถตอบสนองความสามารถ  ความสนใจ  และความต้องการ ของผู้เรียนแต่ละบุคคลได้หรือไม่

              4.5  ประเมินความสามารถของผู้เรียนในการถ่ายโอนการเรียนรู้ไปสู่ชีวิตจริงได้

              4.6  ประเมินด้านต่าง ๆ  ด้วยวิธีที่หลากหลายในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

        5.  วิธีการและแหล่งข้อมูลที่ใช้

                              เพื่อให้การวัดและประเมินผลได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ผลการประเมินอาจจะได้มาจากแหล่งข้อมูลและวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

       5.1  สังเกตการแสดงออกเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม

       5.2  ชิ้นงาน ผลงาน รายงาน และกระบวนการ

              5.3  การสัมภาษณ์

    5.4  บันทึกของผู้เรียน

    5.5  การประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างผู้เรียนและครู

    5.6  การวัดและประเมินผลภาคปฏิบัติ (Practical Assessment)

    5.7  การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ (Performance Assessment)

    5.8  แฟ้มผลงาน (Portfolio)

    5.9  การประเมินตนเอง

    5.10  การประเมินโดยกลุ่มเพื่อน

    5.11  การประเมินกลุ่ม

    5.12  การประเมินโดยใช้แบบทดสอบทั้งแบบอัตนัย และแบบปรนัย

    เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์งานสานจากใบตาล

                    ­ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานประดิษฐ์ 

    เอกรินทร์  สี่มหาศาล. 2546 : 91 ได้กล่าวถึง ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานประดิษฐ์  มีประเด็นสำคัญในการศึกษา  ดังนี้

                        1.  ความหมายของงานประดิษฐ์

                              งานประดิษฐ์ หมายถึง การนำเอาวัสดุต่างๆมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อประโยชน์ใช้สอยด้านต่าง ๆ  เช่นของเล่น ของใช้  หรือเพื่อความสวยงาม

                        2.  ประโยชน์ของงานประดิษฐ์

              2.1  เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

    2.2  มีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง

    2.3  มีรายได้จากผลงาน

    2.4  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

    2.5  เป็นการฝึกให้รู้จักสังเกตสิ่งรอบ ๆ ตัว และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

                      3.  ลักษณะของงานประดิษฐ์ 

                              3.1  งานประดิษฐ์ทั่วไป เป็นงานที่บุคคลสร้างขึ้นมาจากความคิดของตนเอง  โดยอาศัย            การเรียนรู้จากสิ่งรอบ ๆ ตัว นำมาดัดแปลง  หรือเรียนรู้จากตำรา เช่น การประดิษฐ์ของใช้จากเศษวัสดุ                   การประดิษฐ์ดอกไม้ ฯลฯ
                        
          3.2  งานประดิษฐ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไทย เป็นงานที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษในครอบครัวหรือในท้องถิ่น หรือทำขึ้นเพื่อใช้งานหรือเทศกาลเฉพาะอย่าง เช่น  มาลัย  บายศรี                  งานแกะสลัก ฯลฯ

                        4.  ประเภทของงานประดิษฐ์ 

                              งานประดิษฐ์ต่าง ๆ สามารถเลือกทำได้ตามความต้องการและประโยชน์ใช้สอย ซึ่งอาจแบ่งประเภทของงานประดิษฐ์ตามโอกาสใช้สอย  ดังนี้
                              4.1  ประเภทใช้เป็นของเล่น เป็นของเล่นที่ผู้ใหญ่ในครอบครัวทำให้ลูกหลานเล่น เพื่อ           ความเพลิดเพลิน เช่น งานปั้นดินเป็นสัตว์  สิ่งของ งานจักสานใบลานเป็นโมบาย งานพับกระดาษ ฯลฯ
                              4.2  ประเภทของใช้ทำขึ้นเพื่อเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสานกระบุง ตะกร้า            การทำเครื่องใช้จากดินเผาจากผ้าและเศษวัสดุ ฯลฯ
                              4.3  ประเภทงานตกแต่ง ใช้ตกแต่งสถานที่ บ้านเรือนให้สวยงาม เช่น งานแกะสลักไม้  การทำกรอบรูป  ดอกไม้ประดิษฐ์ ฯลฯ
                              4.4  ประเภทเครื่องใช้ในงานพิธี ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ในงานเทศกาลหรือประเพณีต่าง ๆ เช่น การทำกระทงลอย  ทำพานพุ่ม  มาลัย  บายศรี ฯลฯ

                        5.  วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานประดิษฐ์ 

                         การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการประดิษฐ์ชิ้นงานต้องเลือกให้เหมาะสม จึงจะได้งานออกมามีคุณภาพ สวยงาม รวมทั้งต้องดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตลอดเวลา  และสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

    5.1    ประเภทของเล่น

    วัสดุที่ใช้ เช่น กระดาษ  ผ้า  เชือก  พลาสติก  กระป๋อง ฯลฯ
           อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น กรรไกร  เข็ม  ด้าย  กาว มีด  ตะปู  ค้อน  แปรงทาสี ฯลฯ

    5.2    ประเภทของใช้ 

                     วัสดุที่ใช้ เช่น  กระดาษ  ไม้  โลหะ  ดิน  ผ้า ฯลฯ
                                   อุปกรณ์ที่ใช้  เช่น เลื่อย  สี  จักรเย็บผ้า  กรรไกร  เครื่องขัด  เจาะ ฯลฯ

             5.3  ประเภทของตกแต่ง
                                  วัสดุที่ใช้ เช่น  เปลือกหอย  ผ้า  กระจก  กระดาษ  ดินเผา ฯลฯ
                                   อุปกรณ์ เช่น เลื่อย ค้อน มีด กรรไกร สี แปรงทาสี เครื่องตอก
                              5.4  ประเภทเครื่องใช้ในงานพิธี
                                   วัสดุที่ใช้ เช่น  ใบตอง  ดอกไม้สด  ใบเตย  ผ้า  ริบบิ้น ฯลฯ
                                   อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น เข็มเย็บผ้า  เข็มร้อยมาลัย  คีม  ค้อน  เข็มหมุด ฯลฯ

                         6.  การเลือกใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์  มีหลักการดังนี้
                              6.1  ควรเลือกใช้ให้ถูกประเภทของวัสดุและอุปกรณ์
                              6.2  ควรศึกษาวิธีการใช้ก่อนลงมือใช้
                              6.3  เมื่อใช้แล้วเก็บไว้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
                              6.4  ซ่อมแซมเครื่องมือที่ชำรุดให้พร้อมใช้เสมอ

                    จากการศึกษาความรู้พื้นฐานของงานประดิษฐ์ ทำให้ผู้ศึกษาเกิดแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ สำหรับใช้เป็นของเล่น เครื่องใช้ในงานพิธี ของใช้ภายในบ้าน โดยจะนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้แก่ ใบตาล เป็นต้น ในการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากใบตาล  นอกจากใบตาลที่นำมาเป็นวัสดุหลักแล้วยังต้องอาศัยอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์เสร็จสมบูรณ์  สวยงามและคงทน  ซึ่งได้แก่  แผ่นรองตัด  กรรไกร  มีดคัตเตอร์  ไม้บรรทัด  ดินสอ ปืนกาว  กาวยางกาวลาเท็กซ์  กระดาษแข็งขาว-เทา ลูกไม้  ริบบิ้นผ้า  พวงกุญแจ  ชุดเข็มนาฬิกา  วงเวียน คีมปากจิ้งจก สีสเปรย์ และน้ำยาเคลือบเงา  เป็นต้น

                    การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในขณะปฏิบัติงาน ควรวางให้เป็นระเบียบ  เพื่อสะดวกต่อการหยิบใช้  และมีความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน 

    ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับตาล

                        ผู้ศึกษาต้องการนำใบตาลมาใช้เป็นวัสดุในการประดิษฐ์  จึงได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ ตาลในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

         1.  ลักษณะทั่วไปของตาล

                             คลังปัญญาไทย. (2550)  ได้ให้ความหมายของ ตาล เป็นพันธุ์ไม้พวกปาล์มขนาดใหญ่ สกุล (Genus) Borassus ในวงศ์ (Family) Palmae เป็นปาล์มที่แข็งแรงมากชนิดหนึ่ง และเป็นปาล์ม       ที่แยกเพศกันอยู่คนละต้น  ต้นสูงถึง 40 เมตร และโตวัดเส้นผ่ากลางได้ประมาณ 60 เซนติเมตร ลำต้นป็นเสี้ยนสีดำแข็งมากแต่ไส้กลางลำต้นอ่อน บริเวณโคนต้นจะมีรากเป็นกลุ่มใหญ่  ใบเหมือนพัดขนาดใหญ่ กว้าง 1 – 1.5 เมตร  มีก้านเป็นทาง ยาว 1 – 2 เมตร ขอบทางของก้านทั้งสองข้างมีหนามเหมือนฟันเลื่อย            สีดำแข็ง ๆ และคมมาก

                    2.  ใบตาลที่นำมาใช้ในงานประดิษฐ์

                              ณัฐพร  ออไอศูรย์. (2550 : 4 - 5) กล่าวว่า ใบตาลที่นำมาใช้ในงานประดิษฐ์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

                              2.1  ใบตาลอ่อนที่ตัดลงมาจากต้นตาล ประมาณยอดที่ 1 หรือยอดที่ 2 คุณสมบัติของใบตาลอ่อนจะมีความอ่อนนุ่ม  มีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับการสานของเล่นหรือหัดสานของเล่น  ซึ่งจะสานได้ง่ายกว่าใบตาลแห้ง  แต่ชิ้นงานยังไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน   

                              2.2  ใบตาลแห้ง คือ ใบตาลอ่อนที่ตัดลงมาจากต้นตาล นำไปแผ่และผึ่งลมไว้ประมาณ 2- 3 วัน  จะทำให้ใบตาลมีความแข็งขึ้น  สีสันคงเดิม และเก็บไว้ได้นาน

                              2.3  ใบตาลย้อมสี คือ ใบตาลอ่อนที่ผึ่งลมหรือแดดให้แห้ง นำมามาย้อมด้วยสีใส่ขนม

    หรือสีย้อมผ้า  แล้วนำมาผึ่งแดดให้สีแห้ง แต่วิธีการย้อมสีในลักษณะนี้มักไม่ค่อยได้ความนิยมเพราะใบตาล มีลักษณะมันและลื่น  การย้อมสีจึงทำให้สีติดบนใบตาลได้ไม่ดีเท่าที่ควร  และวิธีที่นิยมนำใช้มาก ก็คือการพ่นด้วยสีสเปรย์หรือระบายด้วยสีน้ำพลาสติกบนใบตาลอ่อนแทน เพราะสีที่ได้มี              ความสดและติดทนกว่าการย้อมด้วยสีย้อมผ้า

                         3.  ข้อดีและข้อเสียของใบตาล

                              3.1  ข้อดี มีดังนี้ 

        3.1.1  หาง่าย ไม่ต้องลงทุน เพราะเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายจากท้องถิ่น

                                        3.1.2  สามารถเก็บไว้ได้นาน

                                        3.1.3  สามารถย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ

                              3.2  ข้อเสีย  มีดังนี้

                                     3.2.1  หากใบตาลแห้งไม่สนิทจะขึ้นราได้ง่าย

                                       3.2.2  กรอบและฉีกขาดง่าย

                    การออกแบบสู่การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากใบตาล

                       การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อการใช้ประโยชน์ทางด้านร่างกายและด้านจิตใจ คือ ประโยชน์ในการใช้สอยและความสวยงามด้านศิลปวัฒนธรรม  แบบของงานประดิษฐ์เกิดจากการเลียนแบบธรรมชาติ  จินตนาการ  และความสะดวกในการใช้งานและมีการดัดแปลงรูปแบบให้เหมาะสมกับสมัยนิยม  ซึ่งอมรรัตน์  เจริญชัย. (2550 : 44-46) อธิบายรายละเอียดในประเด็นสำคัญ ดังนี้

                       1.  ความหมายของการออกแบบ

                           การออกแบบ หมายถึง การใช้ความคิดสร้างสรรค์ชิ้นงานให้สมบูรณ์และความสามารถนำความคิดขึ้นมาปฏิบัติเป็นชิ้นงานได้ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ทั้งด้านการใช้สอย และ ด้านศิลปะความสวยงามหรือจิตใจ

                       2.  ความสำคัญและประโยชน์ของการออกแบบ  มีดังนี้

                            2.1  เป็นการถ่ายทอดแนวความคิดและจินตนาการออกมาเป็นรูปแบบของวัตถุที่มีตัวตน

     และมองเห็นได้

                            2.2  เกิดความสะดวกและเข้าใจง่ายขึ้น  เมื่อนำไปประดิษฐ์หรือประกอบเป็นชิ้นงาน และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของชิ้นงานประดิษฐ์ได้

                            2.3  สามารถแยกงานเป็นส่วน ๆ และแบ่งขั้นตอนชิ้นงานประดิษฐ์ออกจากกัน  เพื่อความสะดวกในการนำมาประกอบหรือสร้างชิ้นงานที่สมบูรณ์

                            2.4  เกิดการพัฒนาจากชิ้นงานประดิษฐ์เดิม  โดยวิธีการดัดแปลงและปรับปรุงรูปแบบงานประดิษฐ์

                            2.5  สะดวกในการเก็บรวบรวมรูปแบบของงานประดิษฐ์แบบต่าง ๆ และสามารถติดต่อขายสินค้างานประดิษฐ์ได้อย่างหลากหลายรูปแบบของชิ้นงาน  และสะดวกในการเดินทาง

                           2.6  สามารถเลือกเครื่องมือ อุปกรณ์ และวัสดุในการสร้างชิ้นงานประดิษฐ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของผู้ประดิษฐ์

     

     

                      3.  หลักการออกแบบ

                           3.1  สามารถนำรูปแบบ ลายเส้น สีสันจากธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบได้ เช่น ภูเขา  น้ำตก  แม่น้ำ  เมฆ  ทะเล  สัตว์และพืชต่าง ๆ

                           3.2  สามารถนำรูปทรงเรขาคณิต ได้แก่ วงกลม  วงรี  สี่เหลี่ยม  สามเหลี่ยม  หกเหลี่ยม  และแปดเหลี่ยม  มาใช้ประโยชน์ในการออกแบบ  นอกจากนี้ยังสามารถนำรูปทรงเหล่านี้มาประยุกต์

    เพื่อสร้างผลงาน

                           3.3  พิจารณาความสะดวกในการใช้งาน  เช่น  ขนาด  รูปร่าง  น้ำหนัก และลักษณะพิเศษหรือลักษณะเด่นของชิ้นงาน

                           3.4  พิจารณาความแข็งแรง  ทนทานของชิ้นงานที่ออกแบบว่า  สามารถใช้ประโยชน์ในด้านใด

                           3.5  พิจารณาความนุ่มนวล อ่อนช้อย ของชิ้นงานว่าสอดคล้องกับความต้องการใช้งาน

                           3.6  พิจารณาสีสัน  ลวดลาย ตามประเภทของงานประดิษฐ์ และโอกาสของการนำชิ้นงานไปใช้ประโยชน์ทางด้านสร้างสรรค์

                           3.7  ความประหยัดด้านราคา  และวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาประกอบเป็นชิ้นงาน  ต้องมีราคาเหมาะสมกับคุณภาพของชิ้นงาน

                           3.8  การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม  เป็นการนำวัสดุอุปกรณ์ที่เหลือใช้แล้วให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือดัดแปลงเป็นชิ้นงานใหม่

                      4.  คุณธรรมของผู้ออกแบบและดัดแปลงแบบงานประดิษฐ์

                           4.1  เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่

                           4.2.  เป็นผู้ที่มีความรักและศรัทธาในงานอาชีพหรืองานออกแบบของตนเองและผู้อื่น

                           4.3  เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ไม่นำผลงานของคนอื่นมาเป็นผลงานของตนเอง  หากว่าจะต้องนำมาใช้ประโยชน์ในการดัดแปลง  ควรจะได้รับอนุญาตจากผู้ประดิษฐ์เสียก่อน

                           4.4  มีความขยัน  รับผิดชอบ  อดทน  ใฝ่รู้  หาประสบการณ์ใส่ตนเองอยู่เสมอ

                           4.5  เป็นผู้ที่รู้จักและเข้าใจการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะถือว่าการออกแบบงานประดิษฐ์เป็นการถ่ายทอดทางความคิดที่ถูกถ่ายทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษมาสู่ลูกหลาน

                           4.6  ยึดหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน  โดยการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดผลประโยชน์มากที่สุด

    สรุปได้ว่า  การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  โดยอาศัยหลักการออกแบบ  ซึ่งผู้ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของการใช้งาน  คุณธรรม       ในการออกแบบเป็นสำคัญ  ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งมีคุณค่าต่อตนเองและสังคม

    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสาน

                         สมชาย  ทยานยง. (2541 : 78 - 80) ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสาน ไว้ดังนี้

                         1.  ความหมายของการสาน

                               การสาน เป็นกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่นำวัสดุธรรมชาติมาทำประโยชน์ โดยใช้ความคิดและฝีมือมนุษย์เป็นหลักการสานลวดลายจะสานลายใดนั้นขึ้นอยู่กับ           ความเหมาะสมในการใช้สอย

                         2.  กรรมวิธีในการสาน แบ่งออกเป็นแบบต่าง ๆ ดังนี้

                               2.1  ลายขัด เป็นวิธีการสานแบบพื้นฐานที่เก่าแก่ที่สุด  ลักษณะของลายขัดเป็นการสร้าง

    แรงยึดระหว่างตอก ด้วยการขัดกันเป็นรูปมุมฉากระหว่างแนวตั้งกับแนวนอน  โดยใช้ตอกยืนหรือตอกแนวตั้งหรือตอกยืนสอดขัดกับตอกแนวนอนโดยยกขึ้นเส้นหนึ่งข่มหรือขัดลงเส้นหนึ่งสลับกันไป อย่างที่เรียกว่า ลายหนึ่ง จากลายหนึ่งได้พัฒนามาเป็นลายสอง  ลายสามและลายอื่น ๆ ที่ยังคงรักษาลักษณะการสอดและการขัดกันเช่นเดิม แต่ใช้เส้นตอกในแนวตั้งและแนวนอนมากกว่าหนึ่งเส้น และสอดขัดกันให้สลับไปสลับมาเกิดเป็น ลายสอง  ลายสาม  และลายอื่น ๆ อีกมากลายขัดนี้ใช้สาน           เครื่องจักสานได้หลายชนิด และมักใช้ร่วมกับลายชนิดอื่นเพื่อให้ได้รูปทรงตามต้องการ

                               2.2  ลายทแยง เป็นวิธีสานที่ใช้ตอกสอดขัดกันในแนวทแยง (diagonal) ไม่มีเส้นตั้ง

    และเส้นนอนเหมือนลายขัด แต่จะสานสอดขัดกันตามแนวทแยงเป็นหกเหลี่ยมต่อเชื่อมกันไปเรื่อย ๆ คล้ายรวงผึ้ง ลายชนิดนี้จึงมักสานโปร่ง เช่น ลายตาเข่ง  ลายชะลอม  ลายหัวสุ่ม  ลายเกล็ดเต่าและ         ลายเฉลียง ลายชนิดนี้มักใช้สานภาชนะโปร่ง เช่น เข่ง ชะลอม หรือใช้สานประกอบกับลายอื่น เช่น สานเป็นส่วนบนของหมวก หรือหัวสุ่ม เพราะสามารถสานกระจายออกจากศูนย์กลางได้ดีก่อนที่จะสานลายขัดหรือลายอื่นประกอบเป็นส่วนของเครื่องจักสานต่อไป

                              2.3  ลายขดหรือถัก  เป็นการสานที่ใช้กับวัสดุที่ไม่สามารถคงรูปอยู่ได้ด้วยตนเอง เช่น

    หวาย  ย่านลิเภา  ปอ  ผักตบชวา  วัสดุเหล่านี้ต้องสานด้วยการขดหรือถัก ได้แก่ การถักเป็นเส้นแล้วขดเป็นวงกระจายออกจากศูนย์กลาง แล้วถักเชื่อมกันเป็นชั้นๆ ให้ได้รูปทรงตามต้องการ หรือสานโดยใช้วัสดุอื่นเป็นโครงก่อน แล้วถักหรือสานพันยึดโครงเหล่านั้นให้เป็นรูปทรงตามโครงสร้างที่ขึ้น เช่นการสานเครื่องจักสานย่านลิเภา จะต้องใช้โครงหวายหรือไม้ไผ่มาทำเป็นโครงตามรูปภาชนะที่ต้องการจะสานก่อน แล้วจึงใช้ย่านลิเภาที่จักเป็นเส้นแล้วสอดพันเชื่อมระหว่างโครงแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน            จนเป็นภาชนะเครื่องใช้ที่มีรูปทรงตามต้องการ เช่น การสานกระเป๋า  กล่อง  ตะกร้าหิ้ว  การสอดขัดนี้อาจจะทำให้เป็นลวดลายเพื่อความสวยงามด้วย

                              2.4  ลายอิสระ เป็นการสานที่ไม่มีแบบแผนตายตัว ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้สาน  

    ที่จะคิดประดิษฐ์ขึ้นเอง ให้สอดคล้องกับความต้องการของตน  ลายประเภทนี้มักสานขึ้นตามความต้องการของผู้สาน และแบบแผนที่สืบทอดกันมาในแต่ละท้องถิ่น เช่น การสานของเล่นด้วยใบตาล  ใบลาน  ใบมะพร้าว  เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลาตะเพียน  ตั๊กแตน  นกหรือสานเป็นของเล่นประเภทเครื่องประดับของเด็ก เช่น สานเป็นเข็มขัด  แหวน  กำไล นอกจากนี้ การสานแบบอิสระนี้ บางทีใช้เศษตอกสาน    เป็นดอกไม้หรือพวงมาลัยเป็นเครื่องบูชาสิ่งที่เคารพนับถือก็มี  นอกจากกรรมวิธีการสานเครื่องจักสานดังกล่าวแล้ว  คนไทยยังมักรวมเอา การ "ถัก" เข้าไว้ในกระบวนการของการทำเครื่องจักสาน เพราะเครื่องจักสานหลายชนิดต้องใช้หวาย เชือก ป่าน ปอ ฯลฯ มาถักประกอบด้วย เช่น การใช้เชือกหรือหวายถักขอบหรือชายเสื่อ ฯลฯ เพื่อให้ใช้ได้ทนทานและสวยงามด้วย ดังกล่าวแล้ว จะเห็นว่าเครื่องจักสาน  เป็นหัตถกรรมที่ทำขึ้นจากวัตถุดิบธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ นำมาแปรรูปให้มีลักษณะเหมาะสม  แล้วสานเป็นเครื่องจักสานที่มีรูปทรงธรรมดาจนพัฒนามาเป็นเครื่องจักสานที่มีรูปร่างสวยงามและมีลวดลายละเอียดประณีต

                    ผู้ศึกษาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ โดยนำเอากรรมวิธีการสานแบบลายขัดและลายอิสระ  มาประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้เป็นของเล่น  เครื่องใช้ในงานพิธี และของใช้ในบ้าน

          3.  ความสำคัญของงานสาน

                               งานสานเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีคุณค่าที่สืบทอดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาช้านาน  ซึ่งมีความจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ใบชนบท มีเอกลักษณ์แสดงลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้วัสดุพื้นบ้านที่นำมาสานให้เหมาะสมกับประโยชน์การใช้สอย  การสานนอกจากใช้เพื่อประโยชน์ของการใช้สอยแล้ว ยังประยุกต์ให้มีการพัฒนาสร้างสรรค์รูปแบบให้เป็นของที่ระลึกหรือของประดับตกแต่ง  งานสานถึงแม้จะพัฒนาในรูปแบบใด  แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามประณีต   อันแสดงถึงเอกลักษณ์ไทยในทางงานฝีมือที่มีคุณค่า  จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกันอนุรักษ์ พัฒนา และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม  ให้คงอยู่เพื่อที่เยาวชนรุ่นหลังจะได้ภาคภูมิใจในทางศิลปะหัตกรรมต่อไป

          4.  ลายแม่บทของงานสาน

                               ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ  โดยนำเอากรรมวิธีการสานมาประดิษฐ์  ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น ควรเรียนรู้รายละเอียดดังนี้ 

                              4.1  ลักษณะของลายแม่บท

                                     4.1.1  ลายขัด เป็นวิธีการสานแบบพื้นฐานที่เก่าแก่ที่สุด  ลักษณะของลายขัดเป็น

    การสร้างแรงยึดระหว่างตอก ด้วยการขัดกันเป็นรูปมุมฉากระหว่างแนวตั้งกับแนวนอน  โดยใช้ตอกยืนหรือตอกแนวตั้งหรือตอกยืนสอดขัดกับตอกแนวนอนโดยยกขึ้นเส้นหนึ่งข่มหรือขัดลงเส้นหนึ่งสลับกันไป อย่างที่เรียกว่า ลายหนึ่ง จากลายหนึ่งได้พัฒนามาเป็นลายสอง  ลายสาม  และลายอื่น ๆ          ที่ยังคงรักษาลักษณะการสอดและการขัดกันเช่นเดิม แต่ใช้เส้นตอกในแนวตั้งและแนวนอนมากกว่าหนึ่งเส้น และสอดขัดกันให้สลับไปสลับมาเกิดเป็น ลายสอง ลายสามและลายอื่นๆ อีกมาก  ลายขัดนี้ใช้สานเครื่องจักสานได้หลายชนิด และมักใช้ร่วมกับลายชนิดอื่นเพื่อให้ได้รูปทรงตามต้องการ

                                       4.1.2  ลายสอง ใช้ในการสานกระชอน  กระสอบ ฝาบ้าน ลายสองที่ประสมกับลายขัดลายสามแล้วประดิษฐ์เป็นลายที่มีชื่อว่า ลายลูกแก้ว  ลายดีคว่ำ  ลายดีหงาย  เป็นต้น

                                      4.1.3  ลายสาม เป็นลายที่ดัดแปลงเพิ่มเติมจากลายสอง นิยมสานกระสอบ                เสื่อ  กระบุง และฝาบ้าน

                               4.2  วิธีการสานลายแม่บทโดยใช้ใบตาล

                                      การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากใบตาลได้นำลายแม่บท 3 ลาย คือ ลายขัดหรือลายหนึ่ง  ลายสอง และลายสาม มาใช้  แต่จะอธิบายวิธีการสานเฉพาะสายสองและสายสาม ดังต่อไปนี้ 

                                      4.2.1  การสานใบตาล ประกอบด้วย 2 เส้น คือ เส้นยืนและเส้นพุ่ง  โดยการใช้ใบตาลที่มีความกว้างเท่า ๆ กัน สานขัดกันในลักษณะการสานยก และข่ม  จนเกิดลวดลายต่าง ๆ               ที่สวยงาม

                  1)  เส้นยืน  คือ ใบตาลในแนวตั้ง     

    2)  เส้นพุ่ง  คือ  ใบตาลในแนวนอน

                                                  3)  ยก  คือ การสานที่ยกเส้นยืน (ใบตาลในแนวตั้ง) ขึ้น

                                               4)  ข่ม  คือ การสานที่ทับเส้นยืน (ใบตาลในแนวตั้ง) ลง

                                       4.2.2  การสานลายจะเริ่มจากซ้ายไปขวา  และเริ่มสานจากแถวล่างหรือแถวที่ 1              จนจบแล้ว จึงสานในแถวต่อไปเรื่อง ๆ จนได้ความยาวตามต้องการ

                    จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ผู้ศึกษาเกิดแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ สำหรับใช้เป็นของเล่น เครื่องใช้ในงานพิธี ของใช้ในบ้าน โดยจะนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้แก่ ใบตาล  อาศัยกรรมวิธีการสาน  ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานในรูปแบบใหม่ ๆ  และอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  หลักการออกแบบ  ซึ่งผู้ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ๆ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของการใช้งาน  คุณธรรมในการออกแบบเป็นสำคัญ  ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์           ในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งมีคุณค่าต่อตนเองและสังคม 

     

     

     

     

     

     

     

     

    เอกสารที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเรียนการสอนการงานอาชีพและเทคโนโลยี

                    การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ ทั้งร่ายกายและจิตใจ  สติปัญญา  มีความรู้และคุณธรรม  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  เพื่อให้ครูมีเทคนิคในการพัฒนาผู้เรียน  ครูผู้สอนต้องเข้าใจในธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการศึกษาหลักทฤษฎีจิตวิทยาที่             เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน  เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้เรียนและกระบวนการเรียนรู้               ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้การเรียนการสอนมีประสิทธิมากยิ่งขึ้น

                    แนวคิดทฤษฎีที่มาใช้ในกระบวนการจัดการเรียนการสอน  กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) มีมากมายหลายทฤษฎี ดังนี้

    ทฤษฎีแนวการจัดกระบวนการเรียนการสอนกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี

    (งานประดิษฐ์)

                    การปฏิรูปการเรียนจะไปสู่เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาได้นั้น ครูจัดได้ว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ  จึงมีความจำเป็นที่ผู้สอนจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้  ปฏิรูปวิธีการสอนของงตนเองให้เหมาะสมกับการรับรู้ของผู้เรียนโดยเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้เป็นสำคัญ ซึ่งมีแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการที่หลากหลายบนพื้นฐานของทฤษฎี            การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 

    1.  ลักษณะการสอนที่ดี

                      บังอร  อนุเมธางกูร. (2542 : 160 - 164)  กล่าวถึงการสอนที่ดีตามแนวการสอนแบบใหม่

    ครูผู้สอนต้องพยายามส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สิ่งที่ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงนั้น  และมีผลต่อ           การเรียนของของผู้เรียน

    Child  Study  ครูผู้สอนจะต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวผู้เรียน

                                        Total  personality  การสอนต้องมุ่งเน้นพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียน               ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

                                        Child  Motion  ต้องสอนให้สอดคล้องกับอารมณ์ของผู้เรียนในสิ่งที่ผู้เรียนสนใจอยู่

                                        Child  Needs   สอนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนโดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ

    ของผู้เรียน

                                        Difference  Personality  คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  เพราะบางคนทำงาน             ช้าเร็วต่างกัน

                                        Method  of  Teaching  ต้องคำนึงถึงวิธีการสอนหรือกระบวนการเรียนการสอนให้

    สอดคล้องกับเนื้อหา  และจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียนให้มีบรรยากาศต่อการเรียนรู้

                                        Activity  จะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวามจริงในท้องถิ่น

    และกิจกรรมหลักสูตร

                                        ต้องสอนให้เนื้อหาวิชา  มีความสัมพันธ์กันระหว่างความรู้เก่าและความรู้ใหม่

                                        จัดบรรยากาศการเรียนการสอนโดยยึดหลักประชาธิปไตยแบบมิตรภาพ

                                        การจัดการเรียนการสอนต้องเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  เพื่อนผู้เรียนไปสู่ทางความคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้  และวางแผนการทำงานเชิงจัดการ

                    2.  การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  (Child Centered)

                         แนวคิดที่เกี่ยวกับการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child Centered) 

                         บิลล์  เกตส์. (อ้างถึงใน รุ่ง  แก้วแดง. 2541: 15 - 16) ได้เสนอความคิดเห็นในเรื่องการศึกษา  ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของนักศึกษาคนสำคัญของโลก  ดังนี้

    1)      การเรียนมิได้มีเฉพาะในห้องเรียน  การเรียนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน 

    และอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของครูผู้สอนเท่านั้น  ในโลกยุคปัจจุบันคนสามารถที่จะเรียนได้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย

    2)  ผู้เรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล  เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันจึงจำเป็นต้อง

    จัดการสอนให้สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล  เพราะเด็กแต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจ  ประสบการณ์และการมองโลกแตกต่างกันออกไป            

               3)  การเรียนที่สนองความต้องการรายคน  การจัดการศึกษาให้เด็กจำนวนมากโดย

    รูปแบบที่จัดเป็นรายชั้นเรียนในปัจจุบัน  ไม่สามารถตอบสนองความต้องการเด็กเป็นรายคนได้

    4)  บทบาทของครูที่เปลี่ยนไป  ครูผู้สอนจะมีหลายบทบาทหน้าที่คือ

    บทบาทที่ 1  ทำหน้าที่เหมือนกับครูฝึก (Coach)  การช่วยเหลือให้คำแนะนำ

    บทบาทที่ 2  เป็นเพื่อ(Partner) ของผู้เรียน

    บทบาทที่ 3  เป็นทางออกที่สร้างสรรค์ (Creative  Outlet)  ให้กับเด็ก

    บทบาทที่ 4  เป็นสะพานการสื่อสารที่เชื่อมโยงระหว่างเด็กกับโลก

      สมศักดิ์  ภู่วิภาดาวรรธน์. (2544 : 3) ได้เสนอยุทธศาสตร์การเรียนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

    เพื่อเป็นตัวอย่างดังนี้

    1)  การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative  Learning)

    2)  การเรียนแบบประสบการณ์ (Experential  Learning)

    3)  การเรียนแบบอภิปัญญา (Metacohnition)

    4)  การเรียนแบบส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ (Creativety)

     

     

         บังอร  อนุเมธากูร. (2542:161) กล่าวว่า การสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเป็นการสอนที่เน้น

    ให้ผู้เรียนสร้างความรู้โดยให้โอกาสผู้เรียนได้คิด  มีส่วนร่วมในการแสดงออก  การปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม  ซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการคิดหาคำตอบด้วยตนเอง

                         การสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  ต้องคำนึงถึงลักษณะเด่น  ดังนี้

    1)      การจัดการเรียนการสอน  ต้องให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและสนองความสนใจ

    ความสามารถของผู้เรียน

    2)      ต้องพยายามให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ  ปฏิบัติ  แก้ปัญหา  และ

    ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

    3)      ครูผู้สอนต้องสนับสนุนให้ผู้เรียนลงมือกระทำ  ปฏิบัติ แก้ปัญหาและศึกษาค้น

    ความด้วยตนเอง

    4)      เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้  ความคิดกับเพื่อนในการทำกิจกรรม

    ร่วมกัน

    5)      กิจกรรมในการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้มีโอกาสได้กระทำด้วยตนเองจะต้องมี

    บทบาทสำคัญในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจ

         การสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจะต้องมีบทบาทเปลี่ยนไป  ดังนี้

    1)      ครูผู้สอนต้องเป็นผู้เตรียมสถานการณ์  จัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากที่สุด

    2)      หาแหล่งความรู้ในการชี้แนะให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นความด้วยตนอง

    3)        ครูผู้สอนต้องจัดบรรยากาศการเรียนการสอน ให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้น

    ในการเรียน

    4)      การสอนของครูผู้สอน  ต้องเน้นกระบวนการหรือทักษะกระบวนการ

    5)      ครูผู้สอนต้องติดตาม  ตรวจสอบพฤตอกรรมผู้เรียนที่ปฏิบัติกิจกรรม  เพื่อจะได้

    ปรับปรุงการเรียนการสอน

         เลิศชาย ปานมุข. (2550) กล่าวถึง ประโยชน์การสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางไว้ว่า
                                    1)   ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียน
                                    2)   ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
                                    3)   ผู้เรียนสามารถคิดค้น  ค้นหาความรู้  หาคำตอบได้ด้วยตนเอง
                                    4)   ผู้เรียนสามารถเรียนโดยการปฏิบัติจริง  กล้าคิด  กล้าทำและกล้าแสดงออก
                                    5)   ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้หลากหลายหรือเรียนรู้แบบองค์รวม
                                    6)   ผู้เรียนสามารถจัดกิจกรรมร่วมกับผู้สอนอย่างมีความสุข
                    7)  ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้จากกระบวนการของตนเอง
                                    8)   ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้และสรุปความรู้ด้วยตนเอง
                                    9)   ครูผู้สอนมีความสุขกับการจัดกระบวนการเรียนรู้
                                    10)   ผู้บริหารมีความสุขกับการจัดกิจกรรมการเรียนของครูผู้สอนและผู้เรียน
                                    11)   ผู้ปกครอง / ชุมชน  มีความสุขในการจัดกระบวนการเรียนการสอนในรูปแบบนี้และให้ความช่วยเหลือร่วมมือเป็นอย่างดี

                         สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันผู้สอนต้องมีบทบาทสำคัญในการเลือกใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสม  กับผู้เรียน  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และไม่เบื่อหน่ายในการทำกิจกรรมนั้น ๆ  ซึ่งการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)                ในปัจจุบัน  ต้องเน้นการใช้วิธีสอนที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนเกิด  ค่านิยม  มีความรู้  และมีทัศนคติ          ที่ดีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)

    ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดค์ (Connectionism Theory)

        ธอร์นไดค์. อ้างถึงใน ประสาท อิศรปรีดา. (2547 : 214 220)  ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง  ไว้หลายประเด็น ดังนี้

             1.  กฎการเรียนรู้ที่สำคัญ มี 3 กฎ ดังนี้

        1.1  กฎความพอใจ (Law of effect) กฎนี้มีใจความว่า พันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้า

    และการตอบสนองจะเข้มแข็งหรืออ่อนกำลังลง  ย่อมขึ้นอยู่กับผลต่อเนื่องหลังจากที่ได้ตอบสนอง           ไปแล้ว  กล่าวคือ  ถ้าหากการตอบสนองที่กระทำไปนั้น  ทำให้เกิดความพอใจพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองก็จะแน่นแฟ้น  เข้มแข็งขึ้น  ถ้าหากการตอบสนองที่กระทำไปนั้น  ทำให้เกิดความไม่พอใจ ความเข้มแข็งของพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองก็จะอ่อนกำลังลง  ซึ่งเป็นกฎที่กล่าวถึงการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง ทั้งสองสิ่งนี้จะเชื่อมโยงกันได้  ถ้าสามารถสร้างสภาพอันพึงพอใจแก่ผู้เรียนได้  ผู้เรียนจะมีความแน่ใจว่าการตอบสนองหรือพฤติกรรมของตนที่แสดงออกมานั้นถูกต้อง  สภาพการณ์อันนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าได้แรงจูงใจหรือรางวัล  เช่น เฉลยคำตอบที่ถูกต้องทันทีหลังจากผู้เรียนได้ตอบสนอง เพื่อให้เปรียบเทียบกับคำตอบของตนเองว่าถูกต้องหรือไม่  สิ่งเร้าและการตอบสนองของผู้เรียนจะเชื่อมโยงกัน คือ การให้รางวัล  ซึ่งได้แก่  คำชม  การให้กำลังใจ

                  1.2  กฎการฝึกหัด (Law of exercise) ได้แบ่งออกเป็นกฎย่อย ๆ 2 กฎ คือ 

                    1.2.1  กฎการได้ใช้ (Law of  use) มีใจความว่า พันธะหรือตัวเชื่อมระหว่าง

    สิ่งเร้าและการตอบสนองความมั่นคงของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นหากมีการนำไปใช้บ่อย ๆ

                    1.2.2  กฎการไม่ได้ใช้ (Law of disuse) มีใจความว่า พันธะหรือตัวเชื่อมระหว่าง

    สิ่งเร้าและการตอบสนองจะอ่อนกำลังลงเมื่อไม่ได้กระทำอย่างต่อเนื่อง มีการขาดตอนหรือไม่ได้ทำบ่อย ๆ

                  1.3  กฎความพร้อม (Law of readiness) กฎข้อนี้มีใจความสรุปว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้โดยดี  ถ้าตัวผู้เรียนมีความพร้อมทั้งร่ายกายและจิตใจ ดังเช่น

                   1.3.1  เมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำแล้วได้ทำ เขาย่อมเกิดความพอใจ

                   1.3.2  เมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำแล้วไม่ได้ทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ

                   1.3.3  เมื่อบุคคลไม่พร้อมที่จะทำแต่ต้องทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ

                             จากกฎทั้ง 3 ข้อ สรุปได้ว่า การเรียนรู้ของผู้เรียนจะบรรลุเป้าหมายผู้เรียนต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ โดยผู้สอนต้องจัดสิ่งเร้าเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  ต้องมีการฝึกการกระทำนั้นบ่อย ๆ เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ที่คงทนถาวร 

            2.  การประยุกต์ทฤษฎีของธอร์นไดค์ในการสอน

                               ธอร์นไดค์.  อ้างถึงใน ประสาท  อิศรปรีดา. (2547 : 214 220)  กล่าวเน้นอยู่เสมอว่า 

    การสอนในชั้นเรียนนั้นจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน การตั้งจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน หมายถึง การตั้งจุดมุ่งหมายที่สังเกตการตอบสนองได้ และครูจะต้องจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วย ๆ ให้เรียนทีละหน่วย  เพื่อที่ผู้เรียนจะได้เกิดความรู้สึกพอใจในผลการเรียนในแต่ละหน่วยนั้น ธอร์นไดค์ย้ำว่าการสอน          แต่ละหน่วยก็ต้องเริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก ๆ เสมอ

                                การสร้างแรงจูงใจนับว่ามีความสำคัญ เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความพอใจเมื่อเขาได้รับสิ่งที่ต้องการหรือรางวัล  รางวัลจึงเป็นสิ่งควบคุมพฤติกรรมของผู้เรียน

                                การฝึกหัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มทักษะในการเรียนรู้  แต่การฝึกนั้นต้องให้ผู้เรียนรู้ผลการกระทำหรือความก้าวหน้า  รู้คุณค่าหรือเป้าหมายในสิ่งที่ฝึกให้ชัดเจน การฝึกนั้นจึงจะบังเกิดผลที่สมบูรณ์

                 3.  แนวทางในการนำกฎของธอร์นไดค์ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน มีดังนี้

               3.1 สร้างบรรยากาศการเรียนรู้  เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย

    และจิตใจ

                             3.2  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบลองผิดลองถูกด้วยตนเอง  เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกการแก้ปัญหาปัญหาและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง  จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้                  อย่างคงทนและถาวร

                             3.3  หากต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องใด  ต้องช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ โดยการฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย  เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซาก

                      3.4  ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ที่เกิดไปใช้ในชีวิตประจำวันบ่อย ๆ

                      3.5  การที่ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติงานที่เกิดจากการเรียนรู้  จะทำให้ผู้เรียนภาคภูมิใจ  ซึ่งถือเป็นสิ่งเร้าที่สำคัญช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  ผู้สอนควรเสริมแรงด้วยการให้

    คำชมเชย

     

         ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุข 

           กระบวนการเรียนรู้ที่สมดุลและมีความสุข เป็นพื้นฐานการเสริมสร้างคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และเสริมสร้างเจตคติทางบวกในการเรียนรู้ของผู้เรียน  การเรียนรู้อย่างมีความสุข เป็นสภาพของการจัดการเรียนการสอนในบรรยากาศที่ผ่อนคลายเป็นอิสระ ยอมรับความแตกต่างของบุคคล  และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ  ทำให้เกิดการพัฒนารอบด้านและรักการเรียนรู้  ส่งผลต่อความสำคัญของการเรียนรู้และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดชีวิต  เด็กจะมีความรู้สึก  รักการเรียนรู้ อยากเรียนรู้  มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 

           วิเศษ  ชิณวงศ์. (2544 : 37 - 38) อธิบายไว้ว่า  การที่จะทำให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเรียนนั้นจะต้องได้เรียนรู้ภายใต้บรรยากาศ ดังนี้ คือ การได้รับการยอมรับในความสามารถ  การได้รับประสบการณ์ของความสำเร็จอยู่เสมอจนเกิดความภูมิใจในตนเอง  ได้รับ การชมเชย  การเสริมแรง  การทำงานที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถความถนัดจนสำเร็จย่อมจะเกิดความมั่นใจ  กล้าที่จะเผชิญ  กล้าที่จะเรียนรู้และมองสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างสร้างสรรค์  เห็นคุณค่าของตนเอง  ผู้เรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนตามถนัดและสนใจ  การปฏิบัติตนอย่างเป็นกัลยาณมิตรของผู้สอนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง  ผู้เรียนจะมีความสุขเมื่อได้เรียนกับผู้สอนที่เข้าใจ  ร่วมคิดไปกับผู้เรียนที่เข้าใจและสามารถจูงใจให้ผู้เรียนตื่นเต้นไปกับบทเรียนแต่ละบท  สนุกกับกิจกรรมแต่ละตอน  มีกำลังใจที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ มาแลกเปลี่ยน และให้ความรักต่อสิ่งที่เรียน ต่อเพื่อน  ต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  มีศรัทธาต่อการดำรงชีวิตและให้รู้จักสร้างความหวังในอนาคต  การจัดกิจกรรมที่น่าสนุก  น่าสนใจ  ชวนให้ติดตามจะต้องมีความแปลกใหม่ไม่น่าเบื่อ มีการเชื่อมโยงความรู้เก่าไปสู่ความรู้ใหม่  ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเร้าใจให้ติดตาม และเติมเต็ม  ใฝ่หาความรู้และขยายความรู้ออกไปสู่โลกกว้าง  เข้าใจชีวิตและธรรมชาติตามวัย  การเรียนรู้อย่างมีความสุขจึงเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับความดี ความงามและความจริงอย่างสมดุล  เป็นพลังสนับสนุนผู้เรียนให้มองเห็นความสัมพันธ์ของตนเองกับสิ่งแวดล้อม  มองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนย่อยกับองค์รวมอันเป็นพื้นฐานของผู้เรียน  ตระหนักถึงความสำคัญของความงามและจริยธรรมจึงจะเกิดกับผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับความงาม ผู้เรียนจะชอบร้องเพลง ชอบการแสดงออก การสร้างสรรค์  กิจกรรมทางศิลปะ  ซึ่งเป็นพื้นฐานการเสริมสร้างรสนิยม  ค่านิยมและมีความสุนทรียภาพ ทำให้จิตใจอ่อนโยนประณีต  รับรู้ในมิติความงามที่หลากหลายได้ 

                   ทฤษฎีการสร้างความรู้โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน  (Constructionism) 

                        เพเพิร์ท. (อ้างถึงใน ทิศนา  แขมมณี และคณะ. 2544)  มีแนวคิดว่าหากผู้เรียนมีโอกาส

    ได้สร้างความรู้และนำความคิดของตนเองไปสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้น  โดยอาศัยสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม  จะช่วยถ่ายโยงความคิดนั้นให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  การที่ผู้เรียนสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาก็หมายถึงการสร้างความรู้ขึ้นในตนเอง  ความรู้ที่สร้างขึ้นจะอยู่คงทนในจิตสำนึกไม่ลืมง่าย            ทำให้ผู้เรียนสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนได้และความรู้ที่สร้างขึ้นจะเป็นฐานที่มั่นคงช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  

                             กระบวนการสอนตามทฤษฎีนี้  ครูควรส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างสาระการเรียนรู้จาก               การสร้างผลงานต่าง ๆ ขึ้นด้วยตนเอง โดยมีสภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้และอำนวยความสะดวกให้  การสร้างกระบวนการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยการใช้สื่อและเทคโนโลยี            สมัยใหม่ ๆ เพราะสื่อที่ทันสมัยนั้นจะมีศักยภาพสูงในการพัฒนากระบวนการสร้าง  ความรู้ของผู้เรียน การสร้างบรรยากาศ ที่ดีในการเรียนรู้จะช่วยเอื้อให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้เรียน เช่น บรรยากาศที่เป็นมิตรอบอุ่น  ปลอดภัย   สบายใจ  และมีแรงจูงใจในการคิด  การทำงาน และการเรียนรู้ต่อไป 

    ทฤษฎีการเรียนรู้ ฉลาดรู้  

           สำนักงานสภาสถาบันราช. (2551 : 16)  สรุปการเรียนรู้แบบ ฉลาดรู้รูปแบบการเรียนรู้จากรอยพระยุคลบาท ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิด              ความสมดุล  ทั้งทางกาย ปัญญา คุณธรรม และทักษะการใช้ชีวิต  สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม สร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างตนเองกับสังคมและธรรมชาติแวดล้อม อีกทั้งเป็นการเรียนรู้ที่มีครอบครัว  ครู  ชุมชน  และทรัพยากร               การเรียนรู้อื่น ๆ เป็นเครื่องสนับสนุน 

            องค์ประกอบของยุทธศาสตร์ฉลาดรู้  มีดังนี้  

                1.  มุ่งมั่นด้วยศรัทธา เป็นระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม  ใช้บรรยากาศ

    ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความพร้อมทั้งกายและใจ  มีการปฏิบัติจริง  ลงมือทำด้วยความตั้งใจ           มีการรับฟัง  พิจารณาและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยสติปัญญาและปฏิบัติตาม  คิดอย่างมีอิสระ มีการสนทนา  มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ  คิดค้น สนับสนุน  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้สึกของตนกับผู้อื่น  ยอมรับความคิด  

                                   2.  ใฝ่หาความรู้คู่คุณธรรม หมายถึง การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง โดยเรียนรู้จากความคิด

    ของผู้อื่น เรียนรู้จากการขบคิดพิจารณาด้วยตนเอง  เรียนรู้จากการปฏิบัติ

                                   3.  นำไปใช้อย่างฉลาด  คือ  การใช้สติปัญญาประยุกต์ความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ

    ไปใช้อย่างเหมาะสม โดยให้ผู้เรียนฝึกหัดปฏิบัติศึกษาวิเคราะห์  วินิจฉัยปัญหาความต้องการของตนและสังคมให้เกิดความแจ่มชัดด้วยจิตใจเป็นกลาง  ทบทวนความรู้ที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิต  เลือกหรือปรับใช้ความรู้  วิธีการ  ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างมีเหตุผลจริงใจ  

                                   4.  ไม่ประมาทหมั่นตรวจสอบพัฒนา หมายถึง ความไม่วางใจในความรู้ว่าสมบูรณ์พร้อมไม่เปลี่ยนแปลง  ต้องหมั่นทบทวน  ตรวจสอบ  ปรับปรุง และพัฒนาความรู้ให้เหมาะสมกับสภาพของตนและและสังคม  โดยผู้เรียนประเมินความถูกต้องและเหมาะสม

                    จากทฤษฎีการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า แนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน            เป็นแนวคิดที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและศักยภาพของนักเรียน  ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง  จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายอันจะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้ครบทุกด้าน เพื่อให้นักเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความรู้  เจตคติไปในทางที่ดีขึ้น 

     

    เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเอกสารประกอบการสอน

    ความหมายของเอกสารประกอบการสอน

                      เฉลิมศักดิ์  นามเฉียงใต้. (2544 : 24) ให้ความหมายของเอกสารประกอบการสอนหรือ

    เอกสารคำสอนว่า  เอกสารประกอบการสอนหรือเอกสารคำสอน คือ เอกสารที่ครูผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนผู้เรียนนำไปประกอบการเรียนการสอนตามหลักสูตร  เอกสารประกอบการสอนเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการจัดการเรียนการสอน  การนำเนื้อหาสาระของรายวิชามาเรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง  พร้อมกับเพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ เข้าไป  เพื่อให้เหมาะสมกับการที่ครูผู้สอนหรือผู้ฝึกอบรมจะนำไปใช้

                     สุนันทา  สุนทรประเสริฐ. (2547 : 17) ได้ให้ความหมายของเอกสารประกอบการเรียนการสอน 

    เอกสารที่จัดขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนของครูหรือประกอบการเรียนของนักเรียนในวิชาใดวิชาหนึ่ง  ควรมีหัวข้อเรื่อง  จุดประสงค์  เนื้อหาสาระและกิจกรรม  เพื่อจะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ตามหลักสูตรกำหนด  และการผลิตเอกสารประกอบการเรียนการสอนจึงสามารถทำได้หลายรูปแบบ ตามความเหมาะสมของเนื้อหาและกิจกรรมในแต่ละวิชา  ซึ่งอาจรวมถึงบทเรียนสำเร็จรูป  ใบความรู้  ใบงาน  และแบบฝึกในลักษณะต่าง ๆ ด้วย

                      สมศักดิ์  ประชุมชนะ. (2542 : 14) ได้สรุปความหมายของเอกสารประกอบการสอนไว้ 

    คือ เอกสารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นคู่มือในการพัฒนาการเรียนการสอนในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง  โดยมีจุดประสงค์การเรียนรู้  เนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครอบคลุมครบถ้วนตามคำอธิบายรายวิชานั้น ๆ  ที่หลักสูตรกำหนดไม่น้อยกว่า 1 รายวิชา

                      นคร  พันธฺณรงค์. (2538 : 18) ได้ให้ความหมายของเอกสารประกอบการสอนไว้ว่า 

    เอกสารประกอบการสอน หมายถึง  เอกสารที่ใช้ในการเรียนการสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง  ตามหลักสูตรของสถานศึกษามีหัวข้อและเนื้อหาครอบคลุมและครบถ้วน  ตามรายละเอียดของวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตรและจัดทำขึ้นให้ครูผู้สอนนำไปใช้ประกอบการสอน

                     ถวัลย์  มาศจรัสและดนัย  อู่ทรัพย์. (2548 : 17) ได้ให้ความหมายของเอกสารประกอบการสอน

    ไว้ว่า เอกสารประกอบกาสอน คือ เอกสารหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการสอน (หรือจัดการเรียนรู้)  วิชาใดวิชาหนึ่งตามหลักสูตรที่ใช้ในสถานศึกษา  มีหัวข้อและเนื้อหาครอบคลุมและครบถ้วนตามรายละเอียดของวิชาที่กำหนดไว้ในหลักสูตร

                      วิเชียร  เกษปทุม. (2539 : 2) ได้ให้ความหมายของเอกสารประกอบการสอนไว้ว่า เอกสาร

    ประกอบการสอน หมายถึง เอกสารหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบการสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง  ตามหลักสูตรมีลักษณะเป็นเอกสารหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในวิชาที่ตนสอน  ประกอบด้วยแผนการสอน  หัวข้อบรรยายโดยรายละเอียดพอสมควรหรืออาจจะมีสิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น รายชื่อบทความ หรือหนังสืออ่านประกอบ

                       ดังนั้น สรุปได้ว่าเอกสารประกอบการสอน หมายถึง เอกสารรูปแบบต่าง ๆ หรืออุปกรณ์ที่ครูสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในวิชาใดวิชาหนึ่ง โดยมีจุดประสงค์  เนื้อหาวิชาและกิจกรรมการเรียนการสอนครอบคลุมในรายสาระการเรียนรู้สาระใดสาระหนึ่ง ตามที่กำหนดในหลักสูตรการเรียนการสอน  เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้และประสิทธิภาพการสอนของครูสูงขึ้น โดยสามารถจัดในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น  บทเรียนสำเร็จรูป  ใบความรู้            ใบงาน และแบบฝึก ฯลฯ

                    วัตถุประสงค์ของการจัดเอกสารประกอบการสอน

                            กษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา. (2551) กล่าวว่า การจัดทำเอกสารมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือเพื่อให้เกิดแนวคิดเชิงหลักการ  เทคนิควิธีการเบื้องต้นสำหรับครูผู้สอน นำไปพัฒนาระบบการจัด          การเรียนการสอนที่สอดคล้องกับสภาพความพร้อมในสถานศึกษา  ตรงกับความจำเป็นในการเรียนการสอน  ลักษณะของผู้เรียน และสนองลักษณะเนื้อหาสาระความเป็นจริงของท้องถิ่น

                      เฉลิมศักดิ์ นามเชียงใต้. (2544 : 24 - 26) กล่าวว่า เอกสารประกอบการสอน จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอน มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการ ต่อนักเรียนนักศึกษา

                  กล่าวโดยสรุป การจัดทำเอกสารประกอบการสอนมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบ               การจัดการเรียนการสอน อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครูอาจารย์และนักเรียนนักศึกษา

                    องค์ประกอบของเอกสารประกอบการสอน

                        มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. (2540) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของเอกสารประกอบ การสอน  ไว้ดังนี้

    1.  แผนการสอน  แผนการสอนประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๆ 4 ส่วน คือ

                                         1.1  จุดประสงค์การเรียนรู้

                                         1.2  เนื้อหาสาระ

                                         1.3  วิธีสอนและกิจกรรม

                                         1.4  วิธีประเมินผล

    2.  เนื้อหาของเอกสาร  มีรายละเอียดและประเด็นที่ต้องพิจารณา  ดังนี้

                                        2.1  ความถูกต้องและทันสมัยของเนื้อหาสาระในเอกสารจะต้องถูกต้องตาม          หลักวิชาของศาสตร์สาขานั้น ๆ  อีกทั้งควรเป็นเนื้อหาที่ทันสมัย

     2.2  ความครอบคลุมของขอบข่ายรายวิชา  หมายถึง  เนื้อหาในเอกสารนั้นจะต้อง

    ครอบคลุมหัวเรื่องที่จะเป็นเอกสารสำคัญตามที่ระบุไว้ในหลักสูต

                                        2.3  การเรียบเรียงเนื้อหา หมายถึง การจัดลำดับขั้นตอนในการเสนอ  เนื้อหา

    ในเอกสาร  ควรเป็นไปตามลำดับเพื่อให้เข้าใจง่าย

                                        2.4  การใช้ภาษา หมายถึง การใช้สำนวนภาษาในการเขียนตามแบบแผนของภาษาเขียน  หากใช้คำศัพท์ทางเทคนิคและคำศัพท์บัญญัติ  ควรถูกต้องตามความนิยมของวงการ            แขนงนั้น ๆ

           3.  คุณค่าของเอกสารประกอบการสอน หมายถึง ประโยชน์อันพึงจะได้รับจาก

    เอกสารที่มีต่อการเรียนการสอน  ตลอดจนการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม กล่าวโดยสรุป เอกสารประกอบ การสอน

                                   4.  ประกอบด้วย  วัตถุประสงค์  เนื้อหา  สาระ วิธีสอนและกิจกรรมและวิธีประเมินผล 

    ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน

                            สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2547 : 17) ได้กล่าวถึงส่วนประกอบของเอกสารประกอบการสอน  ไว้ดังนี้

                                    1.  ส่วนนำ  ประกอบด้วย ปกนอก  ปกใน  คำนำ  สารบัญ  คำชี้แจงหรือคำนำใน

    การใช้และจุดประสงค์หลัก

                                    2.  เนื้อหา  อาจแบ่งเป็นเรื่องย่อย  หรือเป็นตอนตามลักษณะของเนื้อหา  ควรมีส่วนประกอบ  ซึ่งได้แก่  ชื่อบทหรือชื่อหน่วยหรือชื่อเรื่อง  หัวข้อเรื่องย่อย  จุดประสงค์การเรียนรู้  กิจกรรมหลัก  เนื้อหาโดยละเอียด  หรือใบความรู้  กิจกรรมฝึกปฏิบัติ  หรือแบบฝึกหรือใบงาน  และบทสรุป (ถ้ามี)

                                    3.  ส่วนอ้างอิงอาจอยู่ส่วนท้ายของเนื้อหาในแต่ละตอน  หรืออยู่ท้ายเล่มเอกสารควรมีส่วนประกอบดังนี้  คือเอกสารอ้างอิงประจำบทหรือบรรณานุกรมและภาคผนวก (ถ้ามี)  เช่น  เฉลย แบบฝึกปฏิบัติ

     

                   ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบการสอน

                            สุนันทา  สุนทรประเสริฐ. (2547 : 20)ได้เสนอขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบการเรียนการสอน ไว้ว่า จะเหมือนกับขั้นตอนการผลิตสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอนทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้

    1.  วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการเรียนการสอน  ซึ่งอาจมาจาก

                                         1.1  การสังเกตปัญหาที่เกิดขึ้นขณะสอน

                                    1.2  การบันทึกปัญหาและข้อมูลระหว่างสอน

                                    1.3  การศึกษาและวิเคราะห์ผลการเรียนของผู้เรียน

    2.  ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อวิเคราะห์หาสาระและผลการเรียนรู้

    ที่คาดหวังหรือจุดประสงค์และกิจกรรมที่เป็นปัญหา

                                   3.  เลือกเนื้อหาที่เหมาะสมแบ่งเป็นบท  เป็นตอนหรือเป็นเรื่อง  เพื่อแก้ปัญหาที่พบ

                                   4.  ศึกษารูปแบบของการเขียนเอกสารประกอบการเรียนการสอนและกำหนดส่วนประกอบภายในของเอกสารประกอบการสอน

                  5.  ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล  เพื่อนำมากำหนดเป็นจุดประสงค์  เนื้อหา  วิธีการและสื่อประกอบเอกสารในแต่ละบทหรือแต่ละตอน

                                   6.  เขียนเนื้อหาในแต่ละตอนรวมทั้งภาพประกอบแผนภูมิ  และข้อทดสอบให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้

                                   7.  ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ

                                   8.  นำไปทดลองใช้ในห้องเรียนและเก็บบันทึกผลการใช้

                                    9.  นำผลที่ได้มาพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง  อาจทดลองใช้มากกว่า 1  ครั้ง  เพื่อปรับปรุงเอกสารประกอบการสอนนั้นให้สมบูรณ์และมีคุณภาพมากที่สุด

    10.     นำผลไปใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาจากข้อ  1

                            สุนันทา  สุนทรประเสริฐ. (2547 : 21) ได้เสนอแนวทางในการเขียนเอกสารประกอบ การเรียนการสอน  ในแต่ละหัวข้อไว้ดังนี้

                                  1.  ปกนอก  ควรบอกประเภทของนวัตกรรม คือ เอกสารประกอบการเรียนการสอนแล้วตามด้วยรายวิชา  ชั้น  ชื่อเรื่อง  ชื่อผู้จัดทำ  ตำแหน่ง  ชื่อโรงเรียนและสังกัดตามลำดับและอาจมีภาพประกอบเพื่อให้ดูสวยงาม  เพิ่มความสนใจได้ตามความเหมาะสมกับเนื้อหา

                                   2.  ปกใน มีเนื้อหาเช่นเดียวกับปกนอก

                                   3.  คำนำควรประกอบด้วยวัตถุประสงค์ในการจัดทำ  มีส่วนประกอบกี่ตอน กี่เรื่อง

    อะไรบ้าง  ควรเขียนสั้น ๆ เพื่อสรุปความมีประโยชน์แก่ใครบ้าง  และขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน

           4.  สารบัญเป็นการแสดงโครงสร้างของเนื้อหาแต่ละหน่วยว่าอยู่หน้าใด

           5.  คำชี้แจงเป็นการบอกกล่าวให้ผู้สอนและผู้เรียนได้เตรียมการก่อนการนำเอกสาร

    ประกอบการสอนไปใช้  รวมทั้งเสนอแนะคำชี้แจง  ขั้นตอนการนำไปใช้ตามลำดับ  และแสดงถึงความต่อเนื่องของเอกสารที่จะต้องสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนทั่วไป

                                   6.  ชื่อบทหรือชื่อเรื่อง ควรตั้งให้ครอบคลุมเนื้อหาหรือชื่อเรื่องทั้งหมดในชุดนั้น

                                   7.  หัวข้อเรื่องย่อย จะเป็นหัวข้อเนื้อหาที่จะเรียน  โดยเรียงลำดับหัวข้อเรื่องย่อย

    ก่อน-หลังตามเนื้อหาที่จะสอนในเรื่องนั้น

                                  8.  จุดประสงค์การเรียนรู้  ให้เขียนเป็นจุดปรงสงค์เชิงพฤติกรรม  และกิจกรรมสามารถวัดและประเมินได้อย่างเหมาะสมและชัดเจน

                                  9.  กิจกรรมหลักจะบอกกิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนปฏิบัติตามลำดับ  กิจกรรมหลักก่อนหลัง  เพื่อเป็นการวางแผนการเรียนหรือเตรียมสื่ออื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ล่วงหน้า

          10.  บทสรุป จะเป็นการสรุปเนื้อหาในลักษณะแนวคิดหลัก  เพื่อสรุปประมวลความรู้

    ความคิดของผู้เรียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ควรเขียนให้กะทัดรัดและครอบคลุมเนื้อหาในตอนนั้น

                   แนวทางการเขียนเนื้อหาหรือใบความรู้

                            สุนันทา  สุนทรประเสริฐ. (2547 : 23) ได้เสนอแนวทางการเขียนเนื้อหาหรือใบความรู้ควรยึดหลัก ดังนี้

                                1.  การเรียงลำดับไม่สับสน อาจเรียงตามเหตุการณ์หรือความยากง่ายของเนื้อหาได้

                                2.  ความถูกต้องทันสมัย  เนื้อหาที่จะเขียนจะต้องถูกต้องตามหลักทฤษฎีและหลักการ

    เชื่อถือได้  ทันสมัย  ทันเหตุการณ์

                               3.  ต้องครบถ้วนตรงตามหัวเรื่องหรือหลักสูตร  ครอบคลุมเนื้อหาในตอนนั้น

    อย่างครบถ้วน  สอดคล้องกับหัวเรื่องและจุดประสงค์

                               4.  มีการอธิบายเพิ่มเติม  ขยายความหรือยกตัวอย่างประกอบ

                               5.  มีภาพประกอบแผนภูมิ ตารางประกอบเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจอย่างชัดเจน

    ส่วนประกอบของใบความรู้มีดังนี้  ชื่อเรื่อง  คำสั่ง  จุดประสงค์  เนื้อหา  ภาพประกอบ  และหนังสืออ้างอิง (ถ้ามี)

                    แนวทางในการสร้างแบบฝึกหรือใบงาน

                            สุนันทา  สุนทรประเสริฐ. (2547 : 24)  ได้กล่าวว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องจากการศึกษาเนื้อหา  เพราะการฝึกฝนหรือทำแบบฝึกหัดนั้นจะทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกิจกรรมได้  เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และรูปผลความก้าวหน้าของตนเอง 

                            ใบงาน  เป็นเอกสารที่กำหนดรายละเอียด  และลำดับการปฏิบัติงานตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้าย  เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการปฏิบัติด้วยตนเอง ใบงานควรมีส่วนประกอบดังนี้                   ชื่อชิ้นงาน  จุดประสงค์  เครื่องมือ  วัสดุ  อุปกณ์ที่ใช้ (ถ้ามี)  ลำดับขั้นการปฏิบัติงาน  ภาพประกอบ  ข้อเสนอแนะ  หรือข้อควรระวัง  ข้อคำถาม (ถ้ามี)  และหนังสืออ้างอิง (ถ้ามี)

                            ดังนั้นการสร้างแบบฝึกหรือใบงาน จึงควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ดังนี้

                                1.  ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ใหม่  จากการส่งเสริมให้ผ่านการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ

    โดยการทำแบบฝึกหัดบ่อย ๆ

                                2.  การรักษาความรู้และทักษะเดิมของผู้เรียน  ต้องมีโอกาสฝึกฝนและทบทวน

    ความรู้เดิม  จึงคงรูปอยู่ได้

                            3.  การฝึกปฏิบัติจะช่วยทรงความรู้เดิม  และเพิ่มพูนทักษะได้เป็นอย่างดี

                            4.  การฝึกหลังการเรียนรู้ขั้นแรกเป็นระยะ ๆจะได้ผลดีกว่า

                            5.  การฝึกฝนจะได้ผล  แบบฝึกหัดนั้นต้องสอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหา

    ในบทเรียนนั้น

                            6.  การรู้ผลการเรียนจะทำให้ผู้เรียนเกิดความภูมิใจ  ใคร่รู้ใคร่ศึกษาต่อไป

                            7.  การสร้างแบบฝึกหรือแบบฝึกหัด ควรมีรูปแบบที่น่าสนใจ  ไม่ซ้ำซาก  เพราะจะ             ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย  จึงควรใช้รูปแบบสลับสับเปลี่ยนกันไปบ้าง  เช่น  แบบถูกผิด                  แบบจับคู่  แบบเติมคำ  แบบเลือกตอบ  แบบเรียงลำดับข้อความ ฯลฯ

                  ประโยชน์ของเอกสารประกอบการสอน

                            กิดานันท์  มลิทอง. (2543 : 112) กล่าวว่า  ข้อดีของเอกสารประกอบการสอนมีดังนี้

                                1.  ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามอัตราความสามารถของแต่ละบุคคล

                                2.  เหมาะสำหรับการอ้างอิงหรือทบทวน

                                3.  สะดวกในการแก้ไขและปรับปรุงเนื้อหาใหม่

                                4.  เหมาะสำหรับการเรียนรู้ที่ดีวิธีหนึ่ง

                                5.  ช่วยลดบทบาทของครูในการสอน  มุ่งเน้นการสอนโดยยึดนักเรียนเป็นสำคัญ 

    ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักสูตรในปัจจุบัน

                               6.  ช่วยพัฒนาความคงที่ของเนื้อหา

                               7.  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้  เป็นเครื่องกำหนดบทบาท

                               8.  เป็นสื่อการเรียนการสอน

                               9.  เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนสื่อการเรียนการสอน

                               10.  เป็นตัวเชื่อมระหว่างนักเรียนกับครู  ที่จะทำความเข้าใจเนื้อหาตรงกับและถ่ายทอดเข้าสู่ตัวนักเรียน

                       สมศักดิ์  ประชุมชนะ. (2542 : 9) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของเอกสารประกอบการสอนไว้ว่า  เอกสารประกอบการสอนมีประโยชน์ในการใช้เป็นคู่มือ  เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของครูและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน  ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

                            มิ่งขวัญ  ธรรมสโรส. (2539 อ้างถึงใน สมศักดิ์  ประชุมชนะ. 2542 : 9) ได้กล่าวถึง  ประโยชน์ของเอกสารประกอบการสอน  ไว้ดังนี้

                                1.  ทำให้ได้ปฏิบัติงานอย่างมีระบบ  และเป็นชั้นตอนเกี่ยวกับการศึกษาหลักสูตร

    รายวิชา  กำหนดขอบเขตของเนื้อหาวิชา  การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้  การค้นคว้าเนื้อหา            อย่างละเอียด  การเขียนกิจกรรมการเรียนการสอน  การสร้างสื่ออุปกรณ์การเรียน  การวัดผลประเมินผล  ตลอดจนการจัดทำหนังสือและตำราอ่านประกอบ

    2.       ทำให้ครูมีคู่มือในการสอนอย่างสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มี

    คุณภาพส่งเสริมให้ผู้เรียนบรรลุการเรียนรู้ตามหลักสูตรตลอดจนเป็นประโยชน์ต่อครู  อาจารย์ที่สอนแทนสามารถดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนได้  หรือประโยชน์ต่อครูอาจารย์หรือผู้ที่สนใจนำไปเป็นแนวทางหรือปรับปรุงประยุกต์ให้เหมาะสม

                            นคร  พันธุ์ณรงค์. (2538 : 25) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของเอกสารประกอบการสอน

    ไว้ดังนี้

                                1.  เป็นผลงานทางด้านวิชาการที่เปิดอกาสให้ครูผู้สอนได้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

    ทางด้านวิชาการ  เพราะครูผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตร  ศึกษาคำอธิบายรายวิชา  จุดประสงค์ของวิชา  วิเคราะห์  เวลา  และเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ของวิชาที่สอนด้วยตนเอง

                                2.  เป็นผลงานทางด้านวิชาการที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วน  ทั้งในส่วนที่เป็นเนื้อหาและส่วนที่เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนรวมทั้งส่วนประกอบอื่นๆ

                                3.  เป็นผลงานวิชาการที่เปิดโอกาสให้ครูผู้สอนสามารถค้นคว้าในส่วนที่เป็นเนื้อหา           วิชาที่สอนได้เต็มความสามารถ

                                4.  เป็นผลงานวิชาการที่ครูผู้สอนสามารถจัดเตรียมกิจกรรมการเรียนการสอน

    ได้อย่างละเอียดและสอดคล้องกับสภาพการสอนจริงในห้องเรียน

                                5.  เป็นผลงานด้านวิชาการที่ช่วยให้ครูผู้สอนใช้เป็นคู่มือการสอนได้อย่างดี

    และยังสามารถใช้เป็นคู่มือสำหรับครูที่สอนแทนได้เป็นอย่างดี

                            กล่าวโดยสรุปได้ว่า  เอกสารประกอบการสอนมีประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูหลายประการ คือ ทำให้ลดเวลาสอนของครู  ทำให้สะดวกในการการจัดกิจกรรม          การเรียนการสอน  สำหรับนักเรียนประโยชน์คือนักเรียนมีสื่อที่เรียนเข้าใจง่ายเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

     

    เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ          

                  1.  ความหมายของความพึงพอใจ      

                       ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้มากมาย ดังต่อไปนี้

                       ราชบัณฑิตยสถาน. (2546 : 775) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ

                       อุทัยพรรณ  สุดใจ. (2545 : 7) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคล        ที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยอาจจะเป็นไปในเชิงประเมินค่า  ว่าความรู้สึกหรือทัศนคติต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้นเป็นไปในทางบวกหรือทางลบ

                        Wolman. (1973 อ้างถึงใน ปริญญา  จเรรัชต์และคณะ. 2546) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกมีความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมายที่ต้องการหรือความมีแรงจูงใจ

                           ปราณี  อารยะศาสตร์. (2519 อ้างถึงใน ปราสาท  สอนรมย์. 2546 : 34)  กล่าวว่า ความพึงพอใจ

    เป็นท่าทีความรู้สึกหรือทัศนคติในทางที่ดีของบุคคลที่มีต่องานที่ทำอยู่  ถ้าบุคคลใดมีความพอใจในงานมากจะมีการเสียสละอุทิศแรงกาย   แรงใจ   แรงปัญญาให้แก่งานมาก  ส่วนผู้ที่มีความพึงพอใจ                   ในการทำงานน้อย  มักทำงานตามหน้าที่  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบที่เป็นแรงจูงใจที่มีอยู่ในงานนั้น

                           อารี  เพชรผุด. (2530 : 49 อ้างถึงใน ปราสาท  สอนรมย์. 2546 : 34) ความพึงพอใจใน  การทำงาน (Job Satisfaction) ความพึงพอใจที่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นที่คนงานมีต่องานและต่อนายจ้าง  เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดจากประสบการณ์การทำงานของบุคคล  ความพึงพอใจในงานมีผลมาจากงานนั้น  ทำให้ความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจได้รับการตอบสนอง  แต่ถ้าเกิดความแตกต่างกัน ระหว่างงานที่นายจ้างเสนอให้กับความคาดหวังของลูกจ้าง  จะนำไปสู่ความพอใจและไม่พอใจ           ในงานนั้นได้

                             พรรณราย  ทรัพย์ประภา. (2529 : 160 อ้างถึงในปราสาท  สอนรมย์. 2546 : 34) กล่าวว่า            ความพึงพอใจในงานเป็นผลที่เกิดจากทัศนคติหลาย ๆ ประการที่คนงานมีต่องานของเขา  ต่อองค์ประกอบอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับงานและต่อชีวิตของเขาเอง

                           จากความหมายของความพึงพอใจที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นทัศนคติอย่างหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นนามธรรม  ไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้  เป็นสิ่งกำหนดพฤติกรรมในการแสดงออกของบุคคลที่มีผลต่อการเลือกที่จะปฏิบัติในกิจกรรมนั้น ๆ ความพึงพอใจจะทำให้บุคคลเกิดความสบายใจหรือสนองความต้องการทำให้เกิดความสุข 

        2.  แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 

                          การปฏิบัติงานใด ๆ ก็ตาม การที่ผู้ปฏิบัติงานนั้นจะเกิดความพึงพอใจได้มากหรือน้อย               ขึ้นอยู่กับสิ่งจูงใจ  เพื่อให้การปฏิบัติงานนั้นเป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้มีนักการศึกษา                    ได้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแรงจูงใจในการทำงาน  ไว้ดังนี้

                            สก๊อต. (1970  อ้างถึงใน ศุภสิริ  โสมาเกตุ. 2544 : 49) ได้เสนอแนวคิดในเรื่องแรงจูงใจ              ให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน ดังนี้

                                  1)  งานควรมีส่วนสัมพันธ์กับความปรารถนาส่วนตัวงานนั้นจะมีความหมายสำหรับผู้ทำ

                                 2)  งานนั้นต้องมีการวางแผนและการวัดความสำเร็จได้   โดยใช้ระบบการทำงานและ             การควบคุมประสิทธิภาพ

                              3)  เพื่อให้ได้ผลดีในการสร้างสิ่งจูงใจในเป้าหมายของงาน  จะต้องมีลักษณะดังนี้

                                        3.1)  คนงานมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมาย

                                        3.2)  ผู้ปฏิบัติงานทราบผลสำเร็จของงานโดยตรง

                                        3.3)  งานนั้นสามารถทำสำเร็จได้

              เมื่อนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน  นักเรียนมีส่วนเลือกเรียนได้ตาม                ความสนใจและมีโอกาสร่วมกันตั้งจุดประสงค์หรือความมุ่งหมายในการทำกิจกรรม  ได้เลือกวิธีการแสวงหาความรู้ที่ผู้เรียนถนัดหรือสนใจและสามารถหาคำตอบได้

                           เฮิอร์ทเบิร์ก. (1959  อ้างถึงใน ศุภสิริ  โสมาเกตุ. 2544 : 52) ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎีที่เป็นมูลเหตุของความพึงพอใจที่เรียกว่า The  Motivation  Hygiene Theory ซึ่งในทฤษฎีนี้ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในการทำงาน 2 ปัจจัย  คือ

                               1)  ปัจจัยกระตุ้น เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับงาน  ซึ่งก่อให้เกิดความพึงพอใจในการทำงาน  เช่น ความสำเร็จของงาน  การได้รับความยอมรับนับถือ  เป็นต้น

                               2)  ปัจจัยค้ำจุน เป็นปัจจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการทำงานและหน้าที่ให้บุคคลเกิดความพึงพอใจในการทำงาน เช่น  เงินเดือน  โอกาส  ความก้าวหน้า  อนาคต

                          การดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ความพึงพอใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้             การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นบรรลุผลตามที่ต้องการ ครูผู้สอนจึงต้องคำนึงถึงการทำให้นักเรียน เกิดความพึงพอใจในการเรียน  การทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้หรือการปฏิบัติงาน      มีแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกัน 2 ลักษณะ

     

     

                           สมยศ  นาวีการ. (2515 อ้างถึงในศุภสิริ  โสมาเกตุ. 2544 : 52)

                               1)  ความพึงพอใจนำไปสู่การปฏิบัติงาน  การสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน

    จนเกิดความพึงพอใจ  จะทำให้เกิดแรงจูงในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่าผู้ไม่ได้รับ

    การตอบสนอง

                             2)  ผลการปฏิบัติงานนำไปสู่ความพึงพอใจ  ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและผลของการปฏิบัติงานจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยปัจจัยอื่น ๆ ผลการปฏิบัติงานที่ดีจะนำไปสู่ผลตอบแทน      ที่เหมาะสม  ซึ่งนำไปสู่ความพึงพอใจ

            จากแนวคิดพื้นฐานนี้  เมื่อนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผลการตอบแทนภายในหรือรางวัล  เป็นผลด้านความรู้สึกของนักเรียนที่เกิดแก่ตัวนักเรียนเอง  เช่น ความรู้ต่อความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นเมื่อชนะความยุ่งยากต่าง ๆ ทำให้เกิดความภูมิใจ  ความมั่นใจ ตลอดจนการได้รับการยกย่องจากบุคคลอื่น  ส่วนผลตอบแทนจากภายนอก  เป็นรางวัลอื่นที่ผู้อื่นจัดให้มากกว่าที่ตนเองให้ตนเอง  เช่น  การได้รับคำยกย่องชมเชยจากครูผู้สอน  ผู้ปกครองหรือการได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน                ในระดับที่น่าพอใจ

                    3.  การวัดความพึงพอใจ

                           อมรลักษณ์   ปรีชาหาญ. (2535 อ้างถึงใน  ปราสาท  สอนรมย์. 2546 : 36)  กล่าวว่า        มาตรวัดความพึงพอใจสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่

                                 1)  การใช้แบบสอบถาม  โดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถาม  เพื่อต้องการทราบ    ความคิดเห็นซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือกหรือคำตอบอิสระ คำถามดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจด้านต่าง ๆ เช่น การบริหาร  การควบคุมงานและเงื่อนไขต่าง ๆ

                                 2)  การสัมภาษณ์  เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง  ซึ่งต้องอาศัยเทคนิควิธีและวิธีการที่ดี  จึงจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงได้

                                 3)  การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย  ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูด  กิริยาท่าทาง  วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและสังเกตอย่างมีระเบียบแบบแผน

                          จากแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่มีผลต่อความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียนและผลการเรียนจะมีความสัมพันธ์กันในทางบวก  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่านักเรียนได้รับการตอบสนอง            ความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจมากน้อยเพียงใด  สิ่งที่ครูต้องคำนึงในการจัดกิจกรรม            การเรียนการสอน คือ การส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล  และครูช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจเพื่อให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียน

     

    เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                    กันยากร  ฟูกุล. (2550 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง  รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียนรู้เรื่อง เชือกกล้วยสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

    ผลการศึกษาพบว่า  เอกสารประกอบการเรียนรู้เรื่อง เชือกกล้วยสร้างสรรค์  กลุ่มสาระการเรียนรู้        การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นทั้ง 7 เล่ม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.24/85.63  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเมื่อเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียนเรื่อง เชือกกล้วยสร้างสรรค์สูงกว่าก่อนเรียน   และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด       

                    จงรักษณ์  เดชชนะรัตน์. (2550 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง รายงานผลการพัฒนาเอกสาร

    ประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา             ปีที่ 1/1 ผลการศึกษาพบว่า  ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้         การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.41/84.79 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญสำคัญทางสถิติ          ที่ระดับ .01  และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก  

                    นงลักษณ์  นุสนธิ์ . (2550 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบ

    การเรียน กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การประดิษฐ์ ของใช้จากใบตอง  ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานประดิษฐ์)  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การประดิษฐ์ของใช้จากใบตองมีประสิทธิภาพ 85.20/84.50  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า            ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียน  อยู่ในระดับมาก

    มานิดา  สุทธินุ่น. (2547 : 24) ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเอกสารประกอบการสอนจะเห็นได้ว่า

    เอกสารประกอบการสอนเน้นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีคุณค่าต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอน  ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น  ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้จากการสังเกต  คิดวิเคราะห์  คิดเป็น  ทำเป็นแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์  ส่งเสริมการแสดงออก  ส่งเสริมความรับผิดชอบการทำงานในระบบกลุ่มสูง  เอกสารประกอบการสอนจึงเป็นสื่อการสอนที่จำเป็นที่จะนำนักเรียนไปสู่เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสารการเรียนรู้

    พันทิพา  ปัจจังคะตา. (2549 : บทคัดย่อ) ได้พัฒนาเอกสารประกอบการเรียนโดยใช้ภาพการ์ตูน  เรื่อง การเลือกซื้อสินค้าและบริการ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนบ้านหัวหมู  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 2 ผลการวิจัยพบว่า เอกสารประกอบการเรียนโดยใช้ภาพการ์ตูน                เรื่อง การเลือกซื้อสินค้าและบริการ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ  87.21 /82.91  ซึ่ง            สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้  ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้และเอกสารประกอบการเรียนโดยใช้ภาพการ์ตูน  ที่สร้างขึ้นมีค่าเท่ากับ 0.73 หมายความว่า  ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นหลังจากเรียนร้อยละ 73 การเปรียบเทียบผลเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนที่ใช้แผนการจัดการเรียนรู้  และเอกสารประกอบ             การเรียนโดยใช้ภาพการ์ตูนที่สร้างขึ้นกับเกณฑ์ร้อยละ 80 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดยนักเรียนที่เรียนจากเอกสารประกอบการเรียนโดยใช้ภาพการ์ตูนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์  ร้อยละ 80  และนักเรียนมีความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อที่มีต่อการใช้แผนการจัดการเรียนรู้และเอกสารประกอบการเรียนโดยใช้ภาพการ์ตูน  โดยภาพรวมผู้เรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

    ไสว  คะนึงเหตุ. (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้          โดยใช้เอกสารประกอบการสอน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  ตามเกณฑ์ 80/80 และเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการใช้เอกสารประกอบการสอนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ที่มีประสิทธิภาพของ           ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด  และนักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน คือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

    สุนทรา  ชูศิลป์ทอง. (2548 : 22) ผลการสร้างเอกสารประกอบการสอนพบว่า  ผลการสร้างเอกสารประกอบการสอนวิชา ศ 30222 วาดภาพระบายสี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (กลุ่มสาระเพิ่มเติม)  ซึ่งปรากฏว่า  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  8.33/82.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

                    อัณชนาพร  ศิริพรทุม. (2549 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการใช้เอกสารประกอบการสอน เรื่อง          การประดิษฐ์ผลิภัณฑ์จากผักตบชวา  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการสอน มีประสิทธิภาพ 82.42/82..40  ค่าเฉลี่ยสัมประสิทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01  และระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการสอนอยู่ที่ระดับ 4.46

                    อัจรา  ดลประสิทธิ์. (2549 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพเอกสารประกอบการสอน  รายวิชาคณิตศาสตร์  รหัส ค 42101  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง อันดับและอนุกรม  ผลการศึกษาพบว่า  ค่าสัมประสิทธิ์ของเอกสารประกอบการสอน  มีค่าเกินที่กำหนด คือ 80/80  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นตามค่า  C.V 1.5  และเจตคติของนักเรียนที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูมีค่าเฉลี่ย  เท่ากับ 4.10 

                    จากผลงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเอกสารประกอบการสอน  พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ  .01 และ  นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอน เข้าใจทักษะ กระบวนการปฏิบัติงาน  และปฏิบัติตนในระบบกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจัดได้ว่า เอกสารประกอบการสอนมีคุณค่าและประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะนำมาใช้ประกอบในการจัดกระบวนการเรียนการสอน  เพื่อพัฒนาผู้เรียน



    จำนวนที่เข้าชม : 16042   [ คลิกขึ้นบน ]
     


     
    ผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง
        รายงานการพัฒนาชุดการเรียน เรื่อง ภูมิศาสตร์ทวีปอเมริกาเหนือ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (สาระภูมิศาสตร์) ส23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
        บทคัดย่อ
        การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน /การสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน/ ทักษะกระบวนการ ทางการงานอาชีพและเทคโนโลยี
        การพัฒนาชุดการสอนแบบสื่อประสม วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเรขาคณิตวิเคราะห์เบื้องต้น สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
        การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการแก้โจทย์ปัญหาการบวกการลบ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ด้วยกระบวนการกรอบความคิดรวบยอด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์
        รายงานผลการพัฒนาหนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว ตามค่านิยมเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
        รายงานผลการพัฒนาหนังสือนิทาน ชุดพัฒนาทักษะการอ่านคำควบกล้ำ ร ล ว ตามค่านิยมเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
        การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสามเสนนอก (ประชาราษฎร์อนุกูล) โดยการใช้ชุดฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน เรื่อง Welcome to Thailand


    Krupunmai.com: ข่าวการศึกษา วิทยฐานะครู ความรู้สำหรับครู เผยแพร่ผลงานวิชาการ ครูชำนาญการพิเศษ
    ©Copyright 2012, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

    ลิ้งเพื่อนบ้าน : เกมส์ |