การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  5  ขั้นตอน เสริมวิธีการแก้โจทย์ปัญหาอิงเทคนิคของโพลยา

KRUPUNMAI SHARE

ชื่อเรื่อง    การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  5  ขั้นตอน 
                เสริมวิธีการแก้โจทย์ปัญหาอิงเทคนิคของโพลยา

ผู้วิจัย       นางอายนา  จินตรา

ปีที่วิจัย    ภาคเรียนที่ 1/2562

 

                                         บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1)เพื่อสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  5  ขั้นตอนที่เสริมวิธีการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์อิงเทคนิคของโพลยา  เรื่องงานและพลังงาน  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด E1/E2  เท่ากับ  70/70

2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  5  ขั้นตอน  ที่เสริมวิธีการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์อิงเทคนิคของโพลยา  เรื่องงานและพลังงาน  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  5  ขั้นตอน  ที่เสริมวิธีการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์อิงเทคนิคของโพลยา  เรื่องงานและพลังงาน  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ  70

4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  5  ขั้นตอน  ที่เสริมวิธีการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์อิงเทคนิคของโพลยาเรื่องงานและพลังงาน  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2562  โรงเรียนราชมุนีรังสฤษฏ์  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอนเสริมวิธีแก้โจทย์ปัญหาอิงเทคนิคของโพลยา  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที(t-Test for Dependent Sample)

ผลการวิจัยพบว่า 1)ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานและพลังงาน  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชมุนีรังสฤษฏ์ปีการศึกษา 2562  มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ  75.05/74.93  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 70/70        2)ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานและพลังงาน  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชมุนีรังสฤษฏ์โดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน  15  คน  ที่เรียนโดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานและพลังงาน  มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ  70  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานและพลังงาน  พบว่า  โดยภาพรวมมีความพึงพอใจในระดับมาก

Rate this post

KRUPUNMAI SHARE

Check Also

การประเมินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบ CIPPiest (CIPPiest Model) โรงเรียนอุดรธานีพิทยาคม ปีการศึกษา 2561

KRUPUNMAI SHARE ...

@ เว็ปไซต์ เพื่อข้อมูลข่าวสารทางด้านการศึกษา www.krupunmai.com @ ครูพันธุ์ใหม่ดอทคอม @