รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมทักษะด้านการอ่านและการเขียน ของนักเรียน  โรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พิษณุโลก เขต 3

KRUPUNMAI SHARE

ชื่อเรื่อง            รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมทักษะด้านการอ่านและการเขียน
ของนักเรียน  โรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
พิษณุโลก เขต 3

ผู้รายงาน          นายสุรเดช  สุขเครือเกิด  ผู้อำนวยการสถานศึกษา
วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการ  โรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย

ปีการศึกษา        2564

                                          บทคัดย่อ

การประเมินโครงการส่งเสริมทักษะด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินความสอดคล้องด้านสภาวะแวดล้อม  (Context) 2) เพื่อประเมินความเหมาะสมด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input)  3) เพื่อประเมินความเหมาะสมด้านกระบวนการดำเนินงาน  (Process) 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิต (Product) โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการแบบซิปป์ (CIPP Model) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินโครงการ จำนวน 100 คน ได้แก่  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน ครูผู้สอน จำนวน 7 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) นักเรียนโรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลกและผู้ปกครองนักเรียน จำแนกเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6    จำนวน 43 คน และผู้ปกครอง จำนวน 43 คน  เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 4 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 แบบประเมินความสอดคล้องด้านสภาวะแวดล้อม (Context)  และประเมินความเหมาะสมด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) ฉบับที่ 2 แบบประเมินความเหมาะสมด้านกระบวนการ (Process) และฉบับที่ 3 – 4 แบบประเมินระดับการปฏิบัติด้านผลผลิต (Product) ของโครงการส่งเสริมทักษะด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 และการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบรายงานผลการประเมินกิจกรรมการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และเปรียบเทียบกับเกณฑ์เฉลี่ย ซึ่งผลการประเมินโครงการส่งเสริมทักษะด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 สรุปได้  ดังนี้

ผลการประเมินโครงการส่งเสริมทักษะด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ยสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 พบว่า การดำเนินงานของโครงการ      โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) รองลงมา คือ ด้านผลผลิต (Product) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านกระบวนการ (Process)

  1. สภาวะแวดล้อม (Context) โดยภาพรวมมีผลการประเมินความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.64, S,D.= 0.35) ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาผลการประเมินรายข้อ พบว่า ส่วนใหญ่ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกข้อในระดับมากที่สุด ข้อที่มีความสอดคล้องสูงที่สุด คือ หลักการและเหตุผลของโครงการมีความสอดคล้องกับนโยบายทางการศึกษาของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีผลการประเมินความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.85, S.D.=0.38) รองลงมา คือหลักการและเหตุผลของโครงการสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง, วัตถุประสงค์ของโครงการสามารถ   ทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน  และวัตถุประสงค์ของโครงการสามารถกำหนดตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจนมีผลการประเมินความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.77, S.D.= 0.60, S.D.= 0.44 และ S.D.= 0.44) ตามลำดับ และหลักการและเหตุผลของโครงการมีความสอดคล้องและมีความชัดเจน, หลักการและเหตุผลของโครงการมีความสัมพันธ์กับสภาพปัจจุบันปัญหาของสถานศึกษา และวัตถุประสงค์ของโครงการมีความชัดเจนเฉพาะเจาะจงโดยมีผลการประเมินความสอดคล้องอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.69, S.D.= 0.48) ข้อที่มีความสอดคล้องต่ำที่สุด คือ วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นโครงการ   ที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของบุคลากรในการปฏิบัติและแก้ไขปัญหา โดยมีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก    มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  (=4.31, S.D.= 0.63)

2.ด้านปัจจัยเบื้องต้น (Input) โดยภาพรวม มีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ใน ระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.47, S.D.= 0.28) ถือว่า ผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาผลการประเมินรายข้อ พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกข้อ ระดับความเหมาะสมสูงสุดได้แก่ บุคลากรมีส่วนร่วม   ในการจัดกิจกรรมของโครงการและงบประมาณมีความสะดวกในการเบิกจ่าย โดยมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.69, S.D.= 0.48) รองลงมาคือ มีแหล่งสนับสนุนงบประมาณ โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.62, S.D.= 0.51) และ มีคำสั่งมอบหมายงานให้บุคลากรไว้อย่างชัดเจน, บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติกิจกรรมของโครงการ และระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างชัดเจน โดยมีผลการประเมินความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.54, S.D.= 0.52 และ S.D.= 0.66) ข้อที่มี ความเหมาะสมต่ำที่สุด คือ บุคลากร   มีความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาที่ต้องการและให้ ความร่วมมือในการแก้ไขจนสำเร็จ โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.15, S.D.= 0.38)

  1. ด้านกระบวนการการดำเนินงาน( Process) โดยภาพรวม มีผลประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (= 4.45, S.D.= 0.42) ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน                  เมื่อพิจารณาผลการประเมินรายข้อ พบว่า ผ่านเกณฑ์ประเมินทุกข้อ ระดับความเหมาะสมสูงที่สุด ได้แก่                 มีการแต่งตั้งคณะทำงานอย่างชัดเจน  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  (=4.69, S.D.= 0.48) รองลงมาคือ มีปฏิทินการปฏิบัติกิจกรรมตามโครงการอย่างชัดเจน , การดำเนินงานเป็นไปตามปฏิทินที่กำหนดไว้, การดำเนินงานเป็นไปตามแนวทางการปฏิบัติที่กำหนด และมีการนำผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงาน โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  (=4.62, S.D.= 0.51และ S.D.= 0.42) และการดำเนินงานเป็นไปตามปฏิทินกำหนดไว้ โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.65, S.D.= 0.53) ข้อที่มีความเหมาะสมต่ำที่สุด คือ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการดำเนินงานโครงการและ มีการติดตามประเมินผลทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.15, S.D.= 0.69)
  2. ด้านผลผลิต (Product) มีผลการประเมิน

4.1 ด้านผลผลิต (Product) มีผลการประเมินการปฏิบัติอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ
(=4.45, S.D.= 0.24) ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน เมื่อพิจารณาผลการประเมินรายกิจกรรม พบว่า                     ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกกิจกรรม กิจกรรมที่ 3 ห้องสมุดมีชีวิต มีผลการประเมินการปฏิบัติสูงที่สุด                        มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.63, S.D.= 0.48) รองลงมา คือ กิจกรรมที่ 5 วันภาษาไทย โดยมีผลการประเมินการปฏิบัติอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (=4.46, S.D.= 0.29) และ กิจกรรมที่ 2 ภาษาไทยวันละคำ โดยมีผลการประเมินการปฏิบัติ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ(=4.41,S.D.= 0.22)                       ผลการประเมินการปฏิบัติต่ำที่สุด คือ กิจกรรมที่ 1 ส่งเสริมรักการอ่าน  โดยมีผลการประเมินการปฏิบัติ                  อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ (=4.39, S.D.= 0.33)

                   4.2 ความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมตามโครงการส่งเสริมทักษะด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียนโรงเรียนบ้านนาไก่เขี่ย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3พบว่า                      ในภาพรวมของกิจกรรมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ( = 4.49, S.D.= 0.32) และเมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ คือ ท่านได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม มีความพึงพอใจ  อยู่ในระดับมากที่สุด  ( = 4.78, S.D.= 0.47) รองลงมาได้แก่ ภาพรวมความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด  ( = 4.76, S.D.= 0.43) และการจัดกิจกรรมในครั้งนี้   มีประโยชน์ต่อท่าน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด  ( = 4.66, S.D.= 0.48) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ผู้ที่เกี่ยวข้อง/ผู้รับผิดชอบกิจกรรมสามารถให้ข้อมูล หรือตอบข้อซักถามได้เป็นอย่างดี มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก ( = 3.89, S.D.= 1.09) เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์เป้าหมายความสำเร็จของโครงการ  ที่ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป แสดงว่า ผลการประเมินโครงการด้านผลผลิตของโครงการมีความเหมาะสม

 

Rate this post

KRUPUNMAI SHARE

Check Also

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์วิธีการแบบเปิด (Open – Approach) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

KRUPUNMAI SHARE ...

@ เว็ปไซต์ เพื่อข้อมูลข่าวสารทางด้านการศึกษา www.krupunmai.com @ ครูพันธุ์ใหม่ดอทคอม @